ขนาดทีมเล็กเกินไป

    ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีทีมในลีกต่างๆ ประมาณ 3-4 ทีมที่จะมีโปรแกรมไปเตะในฟุตบอลถ้วยของยุโรป ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีก ซึ่งหากเป็นลีกใหญ่ๆ ก็อาจจะมีมากที่สุดถึง 7 ทีมเลยทีเดียวในแต่ละฤดูกาล ซึ่งขนาดของทีมนั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้ทีมที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเหล่านั้นว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากทีมเล็กๆ ที่มีตัวเลือกในการใช้งานได้ค่อนข้างน้อยได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรปละก็ อาจจะทำให้พวกเขาต้องเสียพละกำลังไปมากทีเดียว เนื่องจากขนาดของทีมที่มีจำนวนนักเตะน้อย และจะทำให้ร่างกายล้ามากขึ้นเรื่อยๆ หากยิ่งผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกขึ้นเรื่อยๆ ซ่งขนาดทีมยักษ์ใหญ่บางทีมยังมีปัญหาเลยด้วยซ้ำ และตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดปัญหากับเบิร์นลี่ย์เสียแล้ว

ชอน ไดซ์ กุนซือหนุ่มชาวอังกฤษที่สามารถพาเบิร์นลี่ย์คว้าอันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และโควต้าที่ได้ไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกนั้นตกมาถึงพวกเขาพอดี ซึ่งในพรีเมียร์ลีกนั้นจะได้ 3 ทีม โดยจะเอาอันดับที่ 5 ในลีกได้ไป 1 สิทธิ์ และแชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่างคาราวบาว คัพ และเอฟเอ คัพ อีกถ้วยละ 1 สิทธิ์ แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แชมป์เอฟเอ คัพนั้นตกเป็นของเชลซี และแชมป์คาราบาว คัพนั้นเป็นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปอยู่แล้วทั้ง 2 ทีม ดังนั้นสิทธิ์จึงตกมาถึงทีมที่ได้อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นทางเบิร์นลี่ย์ที่ได้ส้มหล่นนี้ไป และทำให้พวกเขาได้มาเตะรอบคัดเลือกในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งพวกเขาต้องมาเริ่มคัดเลือกกันตั้งแต่เดือนกรกฏาคมเลยทีเดียว และพวกเขาต้องผ่านรอบคัดเลือกถึง 3 รอบด้วยกัน หากว่าจะอยากผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มในช่วงเดือนกันยายน ทำให้เบิร์นลี่ย์ต้องมีโปรแกรมงอกออกมาอีกถึง 6 นัดก่อนหมดเดือนสิงหาคมนี้

และด้วยขนาดทีมที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้การรับศึก 2 ด้านกับทีมอย่างเบิร์นลี่ย์นั้นเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินไป จนทำให้ตอนนี้สถานการณ์ในพรีเมียร์ลีกของพวกเขานั้นย่ำแย่เลยทีเดียว โดยเก็บได้เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น จาก 3 นัดที่ผ่านมา และเสียประตูไปถึง 7 ประตูทีเดียว ซึ่งต่างจากฤดูกาลที่แล้วเป็นอย่างมาก ที่เบิร์นลี่ย์นั้นจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยมาก ซึ่งน้อยกว่าทีมระดับบิ๊ก 6 บางทีมด้วยซ้ำ และหากยังสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มได้อีก อาจจะทำให้สถานการณ์ในลีกนั้นย่ำแย่กว่านี้ก็เป็นได้

นักเตะเบอร์แปลก

  ในวงการกีฬาแต่ละประเภทนั้นก็จะมีหมายเลขระบุอยู่บนเสื้อแข่งขันของแต่ละทีมด้วย หากว่ากีฬานั้นๆ มีการเล่นเป็นทีม เพื่อระบุตัวว่านักเตะคนนั้นชื่ออะไร โดยสังเกตได้จากหมายเลข หรือในระยะหลังที่จะมีชื่อระบุอยู่บนหมายเลขด้วยสำหรับกีฬาประเภทฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอลก็ตาม เพื่อสะดวกกับผู้ชมที่เข้ามาชมหรือ และก็สะดวกแก่พวกนักพากษ์ต่างๆ ด้วย โดยในแต่ละวงการกีฬาก็จะมีหมายเลขดังๆ แตกต่างกันไปด้วย หรือไม่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการล็อคหมายเลขเพื่อระบุตำแหน่ง อย่างเช่นในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลเป็นตัน ที่ก็จะมีการล็อคหมายเลขในการระบุตำแหน่งว่าหมายเลขนี้เป็นตำแหน่งนี้เป็นต้น ซึ่งในส่วนของกีฬาฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่ก็จะใช้หมายเลขที่เป็นที่นิยมในตำแหน่งนั้นๆ อย่างเช่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูก็จะใช้หมายเลข 1 เป็นหลักมาโดยตลอด ซึ่งจากสมัยก่อนนั้นจะยังไม่มีชื่อบนเสื้อ ทำให้นักเตะแต่ละคนจะใส่หมายเลขตามตำแหน่งที่เคยใส่กันมาตั้งแต่ยุคโบราณเท่านั้น เช่นแบ็คขวาก็จะใส่หมายเลข 2 หรือแบ็คซ้ายจะใส่หมายเลข 3 เป็นต้น

แต่ในวงการฟุตบอลก็มีเหมือนกันที่นักเตะแต่ละตำแหน่งจะใส่หมายเลขแปลกที่แตกต่างไปจากคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นในยุคนี้ก็จะเห็นได้ว่ารุย ปาตริซิโอ ผู้รักษาประตูทีมชาติโปรตุเกส ที่มาสวมใส่หมายเลข 11 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำของนักเตะในตำแหน่งกองหน้าด้วยซ้ำ หรืออย่างยุคย้อนไปซัก 10 ปีก็มีคาลิด บูราห์รูซ กองหลังชาวดัตช์ก็ใส่หมายเลข 9 ให้กับทีมเชลซี และวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังชาวฝรั่งเศสก็เคยใส่หมายเลข 10 เช่นกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในวงการฟุตบอลในยุคนี้ เนื่องจากยุคนี้นั้นเป็นยุคของธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งหมายเลขบนเสื้อก็เป็นสิ่งสำคัญของแต่ละทีมเช่นกัน ที่จะทำให้ทีมขายเสื้อได้มากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้หมายเลขของทีมต่างๆ นั้นก็จะมีตำนานของมัน และจะมีความสำคัญแตกต่างไปด้วย ซึ่งในยุคนี้หมายเลขที่ได้รับความนิยมก็คือหมายเลข 9 หมายเลข 10 หรือหมายเลข 7 เป็นต้น ที่นักเตะคนไหนใส่หมาขเลขเหล่านี้ก็จะได้รับการจับตามองอย่างแน่นอน ว่าจะมีความสามารถเหมาะสมที่จะได้ใส่หรือไม่ หรือไม่ก็จะถูกคาดหวังจากแฟนบอลว่าจะเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม ซึ่งสมัยนี้นั้นเริ่มหาได้ยากแล้วที่จะมีใครมาสวมใส่เบอร์แปลกๆ อีก แต่ก็พึ่งเกิดขึ้นกับรุย ปาตริซิโอ้ของวูล์ฟส์แฮมตันนี่เอง