จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

    ก่อนหน้านี้มีข่าวอย่างหนาหูว่าสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับบัญชีการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่น่าสงสัยเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการใช้เงินซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างมากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงฤดูกาลนี้ด้วย และก็ไม่ได้มีการขายนักเตะที่ได้ราคาแพงออกไปแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปถูกกดดันจากแฟนบอลทั่วโลกอย่างหนัก เนื่องจากมีความสงสัยกันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับงบดุลการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อ 2 ซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากมากที่ทีมอย่างพวกเขาจะหารายได้มาโคเวอร์ได้มากกว่า 500 ล้านยูโรภายในระยะเวลา 2 ปี

เมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกจำนวน 222 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาของเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า ซึ่งทำให้ตลาดนักเตะเกิดความวุ่นวายหลังจากนั้นด้วย ส่วนการขายนักเตะออกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ได้เงินกลับมาแค่ประมาณ 100 ล้านยูโรเท่านั้น จากการขายลูคัส มูร่า และแซร์จ โอริเย่ร์ ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และได้จากการขายแบลส มาตุยดี้ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสไปให้กับยูเวนตุสอีกราย

ส่วนฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็ทุ่มเงินไปกับการซื้อขาดคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสมาจากโมนาโก หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาใช้วิธีการยืมตัวมาร่วมทีมเพื่อหลีกเลี่ยงกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์นั่นเอง นอกจากนั้นทีมเมืองหลวงยังไปสอยธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 อีกราย ด้วยค่าตัวเกือบ 40 ล้านยูโรเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายชาวสแปนิชมาจากบาเยิร์น มิวนิคด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านยูโรอีกด้วย ทำให้พวกเขาใช้เงินซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ไปเกิน 200 ล้านยูโรอีกครั้งด้วย ทำให้ 2 ฤดูกาลนี้พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร

ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะทำการหยุดช็อปนักเตะแต่อย่างใดด้วย ทั้งๆ ที่มีข่าวออกมาตลอดว่าพวกเขากำลังถูกตรวจสอบด้านบัญชีการเงิน และยูฟ่าพยายามจะหาทางให้โดนโทษในกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์อยู่ตลอด แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะมีความมั่นใจมาก เหมือนว่าทางยูฟ่าจะไม่มีทางจับได้ และไล่ไม่ทันอย่างแน่นอน เกี่ยวกับรายได้ที่พวกเขานำเข้ามาเติมในบัญชี ซึ่งก็คงเป็นของเจ้าของทีมที่เป็นเศรษฐีนั่นเอง

ขีดจำกัดที่ต้องก้าวข้าม

    ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในยุคของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่เข้ามาปลุกปั้นทีม “ไก่เดือยทอง” ให้กลายเป็นทีมระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ออกจากการคุมทีมเซาต์แธมตันมารับตำแหน่งนายใหญ่ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เมื่อปี 2014 ซึ่งโปเช็ตติโน่พาสเปอร์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และพาทีมได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งมีเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้นที่กุนซือวัย 46 ปีทำทีมหลุดจากตำแหน่งท็อปโฟร์ โดยจบอันดับที่ 5 และได้ไปเล่นเพียงศึกยูโรป้า ลีกเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมาอดีตนักเตะของเอสปันญ่อล และปารีส แซงต์ แชร์กแมง สามารถทำอันดับได้ดีมาโดยตลอด และได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตลอด 3 ปีหลังสุด โดยเฉพาะฤดูกาล 2016-2017 พวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ในฤดูกาลนั้นด้วย โดยแพ้ให้กับเชลซีในยุคของอันโตนิโอ คอนเต้นั่นเอง แต่การทำทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จบอันดับ 1 ใน 4 ในยุคนี้ได้ 3 ฤดูกาลติดต่อกันถือว่าไม่ใช่ผลงานที่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะตอนนี้พรีเมียร์ลีกไม่ได้มีแค่ทีมระดับบิ๊กโฟร์เหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่มันกลายเป็นทีมระดับบิ๊ก 6 ไปแล้วด้วย ซึ่งถือว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้รับคำชมไปอย่างมากกับการที่พาทีม “ไก่เดือยทอง” มาถึงจุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีทุนไม่หนาเหมือนทีมอื่นๆ ก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นเครื่องหมายคำถามของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่อยู่ก็คือการที่เขาไม่สามารถสร้างแชมป์ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ได้เสียที ทั้งๆ ที่ก็คุมทีมมาแล้วถึง 4 ฤดูกาล ซึ่งนี่เป็นข้อตำหนิเดียวของเขาเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันถือว่าเป็นจุดที่กั้นกันระหว่างกุนซือที่ดีกับกุนซือที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งกุนซือที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถพาทีมคว้าแชมป์รายการใดรายการหนึ่งให้ได้เป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยเล็กอย่างลีก คัพ หรือว่าเอฟเอ คัพก็ตาม แต่ว่ามันก็หมายถึงแชมป์นั่นเอง ที่มันจะบ่งบอกว่าคุณคือกุนซือที่เก่งในช่วงเวลาที่พาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วย แต่ว่าในรายของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่นั้น ยังไม่มีในส่วนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหมายคำถามเพียงอย่างเดียวของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ที่เขาจะต้องเร่งผลิตแชมป์มาประดับตู้โชว์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ให้ได้โดยเร็ว เพื่อโอกาสที่เขาจะได้ใต่เต้าไปคุมทีมในระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ด้วย อย่างเรอัล มาดริด หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นต้น

 

กรุ๊ป ออฟ เดธ ชปล.

    ได้มีการจับสลากแบ่งสายกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มในฤดูกาลนี้ โดยได้มีงานจับสลากกันไปในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก็มีนักเตะดาวดังหลายรายเข้าร่วมในพิธีด้วย ซึ่งก็มีการแจกรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลที่แล้วด้วย แต่ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่การจับสลากแบ่งกลุ่มรอบคัดเลือกเสียมากกว่า ที่ทีมทั้งหมด 32 ทีมจะต้องถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีมเพื่อหา 2 ทีมที่ดีที่สุดของแต่ละกลุ่มผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งผลการจับสลากก็ได้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกลุ่มที่ถูกมองว่าน่าจะเรียกว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธได้ถึง 3 กลุ่มทีเดียว

กลุ่มแรกก็คือกลุ่มบีนั่นเอง ที่มีบาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ลา ลีก้าสเปนเป็นทีมวางที่อยู่ในโถ 1 ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มของพวกเขาก็คือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมที่กำลังมาแรงในพรีเมียร์ลีก พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมแชมป์ลีกของประเศฮอลแลนด์ปีล่าสุด รวมถึงอินเตอร์ มิลาน ที่สามารถกลับมาเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาพวกเขาเสริมทัพได้ยอดเยี่ยมที่สุดทีมหนึ่งในอิตาลีเลยทีเดียว

กลุ่มต่อมาคือกลุ่มซี ที่ประกอบไปด้วยปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมแชมป์จากลีก เอิง นาโปลี ทีมรองแชมป์ของกัลโช่ เซเรีย อา ที่ฤดูกาลนี้มีกุนซือมากประสบการณ์อย่างคาร์โล อันเชล็อตติคุมทีมอยู่ด้วย ลิเวอร์พูล ทีมที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และทีมสุดท้ายที่อาจจะดูหลงฝูงเข้ามาก็คือเซอร์เวน่า ซเวดด้า หรือว่าทีมเรด สตาร์ เบลเกรดเดิมจากประเทศเซอร์เบียนั่นเอง ซึ่งการไปเยือนทีมจากเซอร์เบียคงไม่ใช่งานง่ายๆ อย่างแน่นอน

และอีกกลุ่มก็คือกลุ่มเอชนั่นเอง ที่มียูเวนตุส ทีมแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 7 สมัยซ้อน ที่ฤดูกาลนี้มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ในทีมด้วย ซึ่งดาวเตะโปรตุเกสจะต้องกลับไปเยือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่าที่สร้างชื่อให้กับเขาด้วย รวมถึงปอล ป็อกบา ที่จะได้กลับไปเล่นในสนามของยูเวนตุสอีกครั้งด้วย ซึ่งถือว่ามีสตอรี่ให้พูดถึงมากมายทีเดียวระหว่าง 2 ทีมนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมกลุ่มที่ไม่ธรรมดาอย่างบาเลนเซีย ทีมเก่งจากลา ลีก้าสเปน และทีมสุดท้ายคือยัง บอยส์ ทีมที่กำลังมาแรงสุดๆ ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนี้พวกเขายกระดับขึ้นมาทำผลงานได้ดีกว่าทีมอย่างเอฟซี บาเซิ่ล ที่เป็นทีมดังของแดนนาฬิการก่อนหน้านี้มาอย่างยาวนาน

ความสุดยอดของอาซาร์

    หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ได้เกิดกระแสมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมของทางเชลซี ที่เขาตกเป็นข่าวว่าอยากย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ช่วงที่มีซีเนอดีน ซีดานคุมทีมอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งสุดท้ายการย้ายทีมก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทำให้อาซาร์ก็แสดงความเป็นมืออาชีพกลับมาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมตามปกติ ซึ่งด้วยการที่ทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และต้องเล่นถึง 7 นัดในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก ทำให้เขาได้พักนาน และกลับมารายงานตัวกับทีมช้าที่สุด ทำให้ต้องเรียกความฟิตอย่างเร่งด่วน แต่ว่าทางเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ของทีมเชลซีก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะใช้งานเขาแต่อย่างใดในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวเตะวัย 27 ปีไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่ทำศึกคอมมูนิตี้ ชีลด์ที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 แต่มามีชื่อในศึก ICC 2018 ที่พบกับโอลิมปิก ลียงแทน โดยเขาได้ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้นเขาก็ต้องเป็นตัวสำรองอีก 2 นัดในพรีเมียร์ลีกที่บุกไปเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลดื ทาวน์ได้ 3-0 และเกมที่เปิดบ้านทำศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 3-2 ซึ่งอาซาร์ถูกส่งลงสนามมาในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายพร้อมกับมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ไปยืมตัวมาจากเรอัล มาดริดด้วย ซึ่งนัดนั้นอาซาร์เป็นผู้จ่ายให้กับมาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คซ้ายชาวสแปนิชทำประตูชัยให้ทีมได้ด้วย และดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเขาค่อยๆ เข้าที่เข้าทางขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก้ได้เป็นตัวจริงของเชลซีในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 3 ของฤดูกาล

นัดที่ 3 ของเชลซีคือการบุกไปเยือนเซนต์ เจมส์ ปาร์คของนิวคาสเซิ่ล ซึ่งถือว่าเป็นขวากหนามของเชลซีมาตลอดใน 5 นัดหลังสุดที่บุกมาเยือนที่นี่ แต่รูปเกมเป็นทางเชลซีที่ครองบอลได้หมด ซึ่งครองบอลเกิน 80% ด้วยซ้ำ และเอแดน อาซาร์ก็กลับมามีบทบาทกับทีมมากในเกมนี้ ซึ่งจากสถิติทั้งหมดบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาเป็นนักเตะที่เชลซีไม่ควรจะขาดเป็นอย่างยิ่ง โดยในเกมนั้นทั้งการเรียกฟาวส์ การเลี้ยงหลบ การหาโอกาสยิงประตู และการทำประตู สถิติของดาวเตะรายนี้เป็นอันดับ 1 ของเชลซีทั้งหมด

รุกหนักกว่าเดิม

    ในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสที่ทำให้เรอัล มาดริดประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 สมัยซ้อน ที่พวกเขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากว่าพวกเขามีเกมรุกที่เฉียบขาด และดุดัน แต่ว่าหากใครได้ดูเรอัล มาดริดจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่าพวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ผ่อนเกมบ้างหลายครั้งในช่วงที่ทีมนำห่างคู่แข่งไปแล้วหลายประตู แต่ในการเข้ามาคุมทีมของจูเลน โลเปเตกี กุนซือชาวสเปนวัย 51 ปีดูเหมือนว่าเรอัล มาดริดจะมีการเล่นเกมรุกที่ต่อเนื่อง และบุกมากกว่าในยุคของอดีตกุนซืออย่างซีดานด้วยซ้ำ และไม่ค่อยมีการผ่อนเกม หรือต่อบอลในแดนตัวเองมากนักด้วย ซึ่งจะเห็นได้จาก 2 นัดแรกของศึกลา ลีก้าสเปน รวมถึงศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับแอตเลติโก มาดริดด้วย ที่พวกเขานั้นพร้อมบุกเข้าใส่คู่แข่งตลอดเวลา และไม่ค่อยรอจังหวะอย่างฤดูกาลก่อนๆ ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของจูเลน โลเปเตกีอยู่แล้วในสมัยที่คุมทีมชาติสเปนก่อนหน้านี้ ที่ทำทีมเล่นเกมรุกได้อย่างดุดันตลอด ถึงแม้ว่ากับเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้จะไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้แล้วก็ตาม

โดย 2 เกมแรกที่ผ่านมาเรอัล มาดริดในยุคใหม่นั้นก็ยังถือว่าวัดอะไรไม่ได้มาก เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ห่างชั้นกว่ามากด้วย ทั้งกับเกตาเฟ่ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว รวมถึงกับคิโรน่าที่ต้องบุกไปเยือนถึงแคว้นกาตาลุนญ่า ซึ่งคิโรน่าถือว่าเป็นทีมที่เล่นด้วยศักดิ์ศรี และเปิดเกมรุกเข้าใส่เรอัล มาดริดด้วย ทำให้ทีม “ราชันย์ชุดขาว” มีพื้นที่เวลาบุกมากขึ้น ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะจบสกอร์ได้บ่อยขึ้นด้วย ทำให้สุดท้ายพวกเขาก็บุกมาเอาชนะได้สำเร็จ 4-1 ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเคยบุกมาแพ้ที่นี่มาแล้ว 1-3 ทั้งๆ ที่นำไปก่อน 1-0 ด้วยซ้ำในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน

นี่เป็นเพียงแค่ไม่กี่เกมแรกเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถการันตีว่าจะมีความสำเร็จอะไรตามมาหลังจากนี้หรือไม่ ซึ่งความคาดหวังของแฟนเรอัล มาดริดนั้นมีสูงมากอยู่แล้วในแต่ละฤดูกาล ที่ต้องการจะให้ทีมประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ซึ่งยากมากที่จะมีใครทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างที่กุนซือวัย 46 ปีทำไว้กับทีมในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นแรงกดดันที่โลเปเตกีต้องเจอไปตลอดฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน

สถานการณ์ของนิวคาสเซิ่ล

    เมื่อฤดูกาลที่แล้วที่นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ยังเป็นน้องใหม่ที่พึ่งเลื่อนชั้นมาจากแชมเปี้ยนชิป พวกเขาถูกมองว่าเป็นตัวเต็งที่จะต้องตกชั้นกลับไปเล่นในลีกรองอีกครั้งในฤดูกาลนี้ด้วยซ้ำ เนื่องจากสภาพตัวผู้เล่นของทีมนั้นถือว่าเป็นรองทีมที่ตกชั้นลงไปอย่างสโต๊ค ซิตี้เสียด้วยซ้ำ แต่ว่าพวกเขามีกุนซือที่ยอดเยี่ยมอย่างราฟาเอล เบนิเตซ กุนซือชาวสเปนวัย 58 ปีที่เคยพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกมาแล้วเมื่อปี 2005 คุมทีมอยู่ ทำให้เมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขารอดการตกชั้นมาได้อย่างสบาย โดยจบเป็นอันดับที่ 10 ของตารางด้วยซ้ำ ถึงแม้ว่าจะมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ต้องลงไปอยู่ท้ายตารางบ้างก็ตาม แต่ต้องบอกได้เลยว่าที่ทีม “สาลิกาดง” ยังคงได้เล่นในศึกพรีเมียร์ลีกอยู่ในฤดูกาลนี้ เป็นเพราะฝีมือการคุมทีมของเอล ราฟาจริงๆ ซึ่งหากว่ากุนซือไม่ใช่ระดับเดียวกับเขาแล้ว คงจะคุมทีมรอดหนีการตกชั้นได้ยากมากเมื่อฤดูกาลที่แล้ว เมื่อนักเตะของพวกเขานั้นคุณภาพต่ำกว่าทีมอื่นมากทีเดียว โดยกองหน้านั้นมีแค่โฆเซลู กับอโยเซ่ เปเรซเป็นตัวความหวังเท่านั้น ซึ่งถือว่าชื่อชั้นนั้นธรรมดามากๆ แต่อดีตกุนซือของเชลซี และเรอัล มาดริด ก็ยังขุนให้ทีมจบอันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ

ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดก็มีปัญหาในด้านการเงินเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไมค์ แอชลี่ย์ ประธานสโมสรไม่ได้ให้งบประมาณในการซื้อขายนักเตะแก่กุนซือเลย ทำให้เบนิเตซต้องแก้ไขปัญหาด้วยการขายนักเตะออกจากทีม เพื่อนำเงินมาเล่นแร่แปลธาตุซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีม รวมถึงการเซ็นต์สัญญานักเตะที่ไม่มีสังกัด อย่างเช่นกี ซองยอง กองลกลางทีมชาติเกาหลีใต้ที่หมดสัญญากับสวอนซี ซิตี้ที่ตกชั้นพอดีมาร่วมทีมแบบไม่เสียค่าตัว

สถานการณ์ของนิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ดในช่วงต้นฤดูกาลนี้ถือว่าไม่สู้ดีนักเลย ซึ่งอาจจะเป็นเพราะต้องเจอกับโปรแกรมที่สาหัสพอสมควรด้วย ที่ต้องพบกับทั้งท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และเชลซี ถึงแม้ว่าจะได้เล่นในรังเซนต์ เจมส์ ปาร์คก็ตาม แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 ทั้ง 2 นัด ส่วนอีกนัดที่พวกเขาบุกไปเยือนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ที่เป็นเต็ง 1 ที่จะตกชั้น สถานการณ์ในเกมนั้นพวกเขาก็ต้องเสียเปรียบตัวผู้เล่นด้วย เมื่อโจ เฮเด้น กองกลางของทีมมาโดนไล่ออกจากสนามในช่วงกลางครึ่งหลัง ทำให้ตกเป็นรองถึงแม้ว่าท้ายเกมจะมาได้จุดโทษก็ตาม แต่สุดท้ายก็ยิงไม่เข้า ทำให้ได้แค่แบ่งแต้มกลับออกมาเท่านั้น

ขนาดทีมเล็กเกินไป

    ในแต่ละฤดูกาลก็จะมีทีมในลีกต่างๆ ประมาณ 3-4 ทีมที่จะมีโปรแกรมไปเตะในฟุตบอลถ้วยของยุโรป ทั้งในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก และยูโรป้า ลีก ซึ่งหากเป็นลีกใหญ่ๆ ก็อาจจะมีมากที่สุดถึง 7 ทีมเลยทีเดียวในแต่ละฤดูกาล ซึ่งขนาดของทีมนั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากที่จะทำให้ทีมที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเหล่านั้นว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ แต่หากทีมเล็กๆ ที่มีตัวเลือกในการใช้งานได้ค่อนข้างน้อยได้ผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลยุโรปละก็ อาจจะทำให้พวกเขาต้องเสียพละกำลังไปมากทีเดียว เนื่องจากขนาดของทีมที่มีจำนวนนักเตะน้อย และจะทำให้ร่างกายล้ามากขึ้นเรื่อยๆ หากยิ่งผ่านเข้าไปเล่นในรอบลึกขึ้นเรื่อยๆ ซ่งขนาดทีมยักษ์ใหญ่บางทีมยังมีปัญหาเลยด้วยซ้ำ และตอนนี้ดูเหมือนว่ากำลังจะเกิดปัญหากับเบิร์นลี่ย์เสียแล้ว

ชอน ไดซ์ กุนซือหนุ่มชาวอังกฤษที่สามารถพาเบิร์นลี่ย์คว้าอันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีกได้เมื่อฤดูกาลที่แล้ว และโควต้าที่ได้ไปเล่นในศึกยูโรป้า ลีกนั้นตกมาถึงพวกเขาพอดี ซึ่งในพรีเมียร์ลีกนั้นจะได้ 3 ทีม โดยจะเอาอันดับที่ 5 ในลีกได้ไป 1 สิทธิ์ และแชมป์ฟุตบอลถ้วยอย่างคาราวบาว คัพ และเอฟเอ คัพ อีกถ้วยละ 1 สิทธิ์ แต่เมื่อฤดูกาลที่แล้ว แชมป์เอฟเอ คัพนั้นตกเป็นของเชลซี และแชมป์คาราบาว คัพนั้นเป็นของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปอยู่แล้วทั้ง 2 ทีม ดังนั้นสิทธิ์จึงตกมาถึงทีมที่ได้อันดับที่ 7 ในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็นทางเบิร์นลี่ย์ที่ได้ส้มหล่นนี้ไป และทำให้พวกเขาได้มาเตะรอบคัดเลือกในศึกยูโรป้า ลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งพวกเขาต้องมาเริ่มคัดเลือกกันตั้งแต่เดือนกรกฏาคมเลยทีเดียว และพวกเขาต้องผ่านรอบคัดเลือกถึง 3 รอบด้วยกัน หากว่าจะอยากผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มในช่วงเดือนกันยายน ทำให้เบิร์นลี่ย์ต้องมีโปรแกรมงอกออกมาอีกถึง 6 นัดก่อนหมดเดือนสิงหาคมนี้

และด้วยขนาดทีมที่ค่อนข้างเล็ก ทำให้การรับศึก 2 ด้านกับทีมอย่างเบิร์นลี่ย์นั้นเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสเกินไป จนทำให้ตอนนี้สถานการณ์ในพรีเมียร์ลีกของพวกเขานั้นย่ำแย่เลยทีเดียว โดยเก็บได้เพียงคะแนนเดียวเท่านั้น จาก 3 นัดที่ผ่านมา และเสียประตูไปถึง 7 ประตูทีเดียว ซึ่งต่างจากฤดูกาลที่แล้วเป็นอย่างมาก ที่เบิร์นลี่ย์นั้นจะเป็นทีมที่เสียประตูน้อยมาก ซึ่งน้อยกว่าทีมระดับบิ๊ก 6 บางทีมด้วยซ้ำ และหากยังสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบแบ่งกลุ่มได้อีก อาจจะทำให้สถานการณ์ในลีกนั้นย่ำแย่กว่านี้ก็เป็นได้

นักเตะเบอร์แปลก

  ในวงการกีฬาแต่ละประเภทนั้นก็จะมีหมายเลขระบุอยู่บนเสื้อแข่งขันของแต่ละทีมด้วย หากว่ากีฬานั้นๆ มีการเล่นเป็นทีม เพื่อระบุตัวว่านักเตะคนนั้นชื่ออะไร โดยสังเกตได้จากหมายเลข หรือในระยะหลังที่จะมีชื่อระบุอยู่บนหมายเลขด้วยสำหรับกีฬาประเภทฟุตบอล หรือบาสเก็ตบอลก็ตาม เพื่อสะดวกกับผู้ชมที่เข้ามาชมหรือ และก็สะดวกแก่พวกนักพากษ์ต่างๆ ด้วย โดยในแต่ละวงการกีฬาก็จะมีหมายเลขดังๆ แตกต่างกันไปด้วย หรือไม่ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการล็อคหมายเลขเพื่อระบุตำแหน่ง อย่างเช่นในศึกอเมริกันฟุตบอลเอ็นเอฟแอลเป็นตัน ที่ก็จะมีการล็อคหมายเลขในการระบุตำแหน่งว่าหมายเลขนี้เป็นตำแหน่งนี้เป็นต้น ซึ่งในส่วนของกีฬาฟุตบอลก็เช่นเดียวกัน ที่ส่วนใหญ่ก็จะใช้หมายเลขที่เป็นที่นิยมในตำแหน่งนั้นๆ อย่างเช่นในตำแหน่งผู้รักษาประตูก็จะใช้หมายเลข 1 เป็นหลักมาโดยตลอด ซึ่งจากสมัยก่อนนั้นจะยังไม่มีชื่อบนเสื้อ ทำให้นักเตะแต่ละคนจะใส่หมายเลขตามตำแหน่งที่เคยใส่กันมาตั้งแต่ยุคโบราณเท่านั้น เช่นแบ็คขวาก็จะใส่หมายเลข 2 หรือแบ็คซ้ายจะใส่หมายเลข 3 เป็นต้น

แต่ในวงการฟุตบอลก็มีเหมือนกันที่นักเตะแต่ละตำแหน่งจะใส่หมายเลขแปลกที่แตกต่างไปจากคนอื่น ยกตัวอย่างเช่นในยุคนี้ก็จะเห็นได้ว่ารุย ปาตริซิโอ ผู้รักษาประตูทีมชาติโปรตุเกส ที่มาสวมใส่หมายเลข 11 ซึ่งเป็นหมายเลขประจำของนักเตะในตำแหน่งกองหน้าด้วยซ้ำ หรืออย่างยุคย้อนไปซัก 10 ปีก็มีคาลิด บูราห์รูซ กองหลังชาวดัตช์ก็ใส่หมายเลข 9 ให้กับทีมเชลซี และวิลเลี่ยม กัลลาส กองหลังชาวฝรั่งเศสก็เคยใส่หมายเลข 10 เช่นกัน ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องแปลกๆ ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยในวงการฟุตบอลในยุคนี้ เนื่องจากยุคนี้นั้นเป็นยุคของธุรกิจเป็นสำคัญ ซึ่งหมายเลขบนเสื้อก็เป็นสิ่งสำคัญของแต่ละทีมเช่นกัน ที่จะทำให้ทีมขายเสื้อได้มากขึ้นด้วย ซึ่งทำให้หมายเลขของทีมต่างๆ นั้นก็จะมีตำนานของมัน และจะมีความสำคัญแตกต่างไปด้วย ซึ่งในยุคนี้หมายเลขที่ได้รับความนิยมก็คือหมายเลข 9 หมายเลข 10 หรือหมายเลข 7 เป็นต้น ที่นักเตะคนไหนใส่หมาขเลขเหล่านี้ก็จะได้รับการจับตามองอย่างแน่นอน ว่าจะมีความสามารถเหมาะสมที่จะได้ใส่หรือไม่ หรือไม่ก็จะถูกคาดหวังจากแฟนบอลว่าจะเป็นนักเตะคนสำคัญของทีม ซึ่งสมัยนี้นั้นเริ่มหาได้ยากแล้วที่จะมีใครมาสวมใส่เบอร์แปลกๆ อีก แต่ก็พึ่งเกิดขึ้นกับรุย ปาตริซิโอ้ของวูล์ฟส์แฮมตันนี่เอง