จุดลงตัวของ ‘ขุนค้อน’

   ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นทีมที่สร้างความน่าสนใจให้กับตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายทีเดียว รวมถึงการดึงกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือจอมเก๋าชาวชิลีเข้ามาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเปเญกรินี่ถือว่าเป็นกุนซือระดับแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ เมื่อเขาเคยคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเขาตัดสินใจไปรับงานเงินดีกับทีมในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนแทน และได้ลาออกมาคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องลงทุนเสริมทัพเพื่อยกระดับของทีมในปีนี้ตามไปด้วย

ในช่วงต้นฤดูกาลฟอร์มการเล่นของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดนั้นย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยแพ้รวด 4 นัดในช่วงแรกของฤดูกาล จนทำให้มีกระแสข่าวว่าเขาอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเสียด้วยซ้ำในตอนนั้น ซึ่งทำให้กุนซือวัย 65 ปีได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมแล้วว่าผลงานของทีมอาจจะย่ำแย่ในช่วงแรก ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่หลังจากนั้นมาเปเญกรินี่ก็ได้มีการเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมมาเรื่อยๆ ทั้งระบบกองหลัง 3 คนก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็ไม่เจอรูปแบบที่ลงตัวเสียที จนกระทั่งมาในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงที่บรรดานักเตะตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาลต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ทั้งมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรีย รวมถึงปีกยูเครนอย่างอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ด้วย แต่กลับเป็นช่วงที่ทำให้อดีตกุนซือเรอัล มาดริดรายนี้ได้ทีมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการจัดทีมในระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมแต่กลับได้ผลที่ดีเกิดคาด และทีมก็เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วย โดยมีฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เอร์นานเดส กองหน้าทีมชาติเม็กซิโกกลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้งในตำแหน่งกองหน้า และการเอาโรเบิร์ต สน็อดกล๊าสส์ ปีกตัวเก๋าทีมชาติสก็อตแลนด์มาเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาแทนอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ ซึ่งกลายเป็นตัวเปิดบอลเข้าทำที่อันตรายของทีมทันที ซึ่งเป็นส่วนที่หายไปของทีมในช่วงต้นฤดูกาลที่พยายามจะเล่นบอลตามช่องมากเกินไป รวมถึงการหลุดทีมไปของไมเคิ่ล อันโตนิโอ ตัวรุกจอมโหม่งประตูด้วย แต่ตอนนี้เขาเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งแล้ว

 

“ปืนใหญ่” อาการเดิม

            ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 2000 ที่มีอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสคุมทีมอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเขาแพ้ยากมากๆ จนทำให้พวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดยไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วยซ้ำในฤดูกาลนั้น โดยอาร์เซน่อลครองสถิติไม่แพ้ให้ใครในลีกนานที่สุดถึง 49 นัด ก่อนที่จะมาถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติลงในที่สุด และหลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะมีอาถรรย์ และไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่อาร์เซน่อลไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ เนื่องจากในยุคการคุมทีมในช่วงท้ายของอาร์เซน เวนเกอร์ พวกเขาจะมีช่วงที่ทำผลงานได้ดีมากๆ ช่วงหนึ่งของฤดูกาล แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะฟอร์มหลุดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และกลายเป็นทีมที่หลุดแพ้ได้อย่างงายดายในช่วงหลังๆ ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจากอาร์เซน เวนเกอร์ มาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีม “ปืนใหญ่” แทนในฤดูกาลนี้

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีช่วงเริ่มต้นฤดูกาลในช่วง 2 นัดแรกที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องแพ้ 2 เกมรวดให้กับทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 นัดในเกมลีก กุนซือหนุ่มหล่อวัย 46 ปีสามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในโซนหัวตาราง และมีโอกาสลุ้นแชมป์ด้วยในช่วงนั้น แต่แล้วในช่วงหลังพวกเขาก็เริ่มเกิดอาการสะดุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นอาการเดิมกับตอนที่มีอาร์เซน เวนเกอร์คุมทีมอยู่เลยก็ว่าได้ โดยหลังจากช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ที่พวกเขาบุกไปเสมอกับคริสตัล พาเลซ 2-2 หลังากนั้นมาอาร์เซน่อลก็เริ่มที่จะเก็บชัยชนะได้ยากขึ้นเรื่อย ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับแพ้ แต่ก็ทำได้แค่ผลเสมอเสียเป็นส่วนใหญ่ โดย 8 เกมหลังสุดในลีกพวกเขาเสมอไปถึง 4 เกมเลยทีเดียว ทำให้คะแนนนั้นขยับทีละแต้มหลายสัปดาห์ แต่จู่ๆ ทีมก็ดันบุกไปแพ้ให้กับทีมท้ายตารางอย่างเซาต์แธมตันอย่างหน้าตาเฉย 2-3 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แนวรับของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ดันมามีตัวหลักบาดเจ็บพอดี ทำให้พลาดท่าแพ้ทีมรองบ่อนไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากฤดูกาลนี้เป้าหมายของทีมคือการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก็ถือว่ายังมีลุ้นแบบเต็มตัว แต่หากว่าจะหวังลุ้นแชมป์เลยคงไม่มีโอกาสเสียแล้ว

เทพแห่ง MLS

   หากพูดถึงลีกเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะนึกถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับพระเจ้าชาวสวีดิชของลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ ทีมดังที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หรืออาจจะนึกถึงเวย์น รูนี่ย์ อดีตกองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ และของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ย้ายมาร่วมทีมดีซี ยูไนเต็ด ในเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งดาวดังทั้ง 2 รายนี้ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว แต่อาจจะด้วยอายุที่มากแล้วทั้งคู่ ทำให้บางทีอาจจะมีฟอร์มมาๆ หายๆ บ้าง แต่ก็ยังมีจังหวะมหัศจรรย์มาให้เห็นโดยตลอด แต่ความจริงแล้วเทพแห่ง MLS หรือเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ไม่ใช่นักเตะ 2 คนนี้แต่อย่างใด แต่กลับเป็นโจเซฟ มาร์ติเนซ กองหน้าทีมชาติเวเนซุเอล่าวัย 25 ปีของแอตแลนต้า ยูไนเต็ดต่างหาก ที่เป็นเทพของลีกสูงสุดของเมืองลุงแซมแห่งนี้ หลังจากย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้าในรัฐจอร์เจียได้เพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่กลับทำประตูให้กับทีมได้อย่างถล่มทลาย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้แอตแลนต้า ยูไนเต็ด ได้คั่วแชมป์ดิวิชั่นกับทีมนิวยอร์ค เรดบูลส์อยู่ในฤดูกาลนี้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเขาน่าจะได้เป็นทีมวางในรอบเพลย์ ออฟของเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย ที่จะเอา 2 อันดับแรกผ่านเข้าไปเป็นทีมวางเพื่อเล่นในรอบรองชนะเลิศของสายตะวันออกทันที และรอพบผู้ชนะของทีมในรอบไวด์ การ์ดแทน

โจเซฟ มาร์ติเนซ เคยค้าแข้งในยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้วกับทางทีมโตริโน่ ทีมในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี แต่ว่าไม่รุ่ง โดยทำได้เพียงแค่ 13 ประตูเท่านั้นจาก 75 นัด ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้า ยูไนเต็ดในสัญญายืมตัว พร้อมกับออปชั่นในการซื้อขาด ซึ่งหลังจากลงสนามช่วยทีมไปเพียง 3 นัดเท่านั้น แต่กลับทำได้ถึง 5 ประตู ทำให้ทีมตัดสินใจใช้ออปชั่นซื้อขาดทันที และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาติดทีมยอดเยี่ยมของเมเจอร์ ลีกด้วย โดยมีผลงานทำไปถึง 19 ประตูจากการลงสนามเพียง 20 นัดเท่านั้น ส่วนฤดูกาลที่นี้ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลงสนามไป 27 นัด แต่กลับทำได้ถึง 28 ประตู และยังเป็น MVP ในเกมออลสตาร์ของลีกเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วย ซึ่งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้คงไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน ซึ่งสถิติที่เขาทำได้ในลีกนี้ ถือว่าเทียบได้กับลิโอเนล เมสซี่ หรือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในลีกยุโรปเลยก็ว่าได้

 

VAR กับบอลอังกฤษ

   จากตอนแรกที่ทางพรีเมียร์ลีกออกมายืนยันว่าพวกเขาจะยังไม่ใช้ระบบวิดีโอผู้ช่วยผู้ตัดสิน Video assistant referee หรือว่า VAR กับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ได้ทำการโหวตไปก่อนหน้านี้ โดย 14 จาก 20 ทีมยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการใช้ในตอนนี้ แต่ว่าล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกกำลังจะมีการพิจารณาว่าจะเปิดให้มีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้เลย โดยจะมีรายละเอียดชี้แจงออกมาหลังจากช่วงพักเบรคทีมชาติในตอนกลางเดือนกันยายนด้วย โดยคาดการณ์กันว่าจะมีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้ประมาณ 15 นัดเท่านั้น เพื่อดูผลตอบรับ และผลของการใช้ VAR ด้วยว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ หลังจากที่ลีกอื่นๆ เริ่มนำระบบ VAR มาใช้กันหมดแล้ว ทั้งลา ลีก้าสเปน และบุนเดสลีก้า ก็เริ่มมาใช้ระบบนี้ในฤดูกาลนี้แล้ว หลังจากที่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษประกาศว่าจะทดลองใช้ระบบ VAR แค่ไหนฟุตบอลรายการคาราบาว คัพ และจะมีการทดลองกับฟุตบอลเอฟเอ คัพเป็นฤดูกาลแรกด้วย แต่หลังจากที่เริ่มต้นฤดูกาลมาก็มีการตัดสินของผู้ตัดสินที่ค้านสายตาหลายจังหวะ รวมถึงความไม่ทันเกมของผู้ตัดสินด้วย ทำให้ทางพรีเมียร์ลีกต้องรีบนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาโดยเร็วทันที เพราะมันเป็นเรื่องที่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เอาไปเปรียบเทียบกับลีกอื่นๆ แล้วทางพรีเมียร์ลีกจะเป็นรองทันที ในเรื่องของการตัดสินของผู้ตัดสิน ซึ่งค้านสายตามากๆ ในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ทั้งการให้จุดโทษ หรือว่าใบแดงที่ง่ายไปรวมถึงจังหวะชี้เป็นชี้ตายอื่นๆ ด้วยที่ว่าควรจะให้ใบแดงหรือไม่ แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของนักเตะ ทำให้ก็มีนักเตะหลายคนที่รอดจากการโดนใบแดงในช่วงต้นฤดูกาล อย่างเช่นนัดที่นิวคาสเซิ่ลบุกไปเยือนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เคนเนดี้ไปหวดนอกเกมใส่นักเตะเจ้าถิ่น แต่ผู้ตัดสินกับไม่แจกแม้แต่ใบเหลืองให้ด้วยซ้ำ หรือย่างนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 2-0 นั้น ก็มีจังหวะที่เบน มีไปตั้งใจทำแฮนด์บอลก่อนที่บอลจะถึงโรเมลู ลูกากู และเป็นจังหวะหลุดเดี่ยว แต่ผู้ตัดสินก็กลับให้เป็นแค่ลูกทุ่มเท่านั้น

ทางพรีเมียร์ลีกจะเริ่มทดลองในวันที่ 15 กันยายนนี้เลยด้วย หากว่าศูนย์สต็อคคีย์ พาร์ค ที่จะเป็นศูนย์กลางในการดู VAR ใกล้สนามบินฮีทโธรว์พร้อมใช้งาน โดยจะเป็นคู่ในช่วงที่เตะเวลา 3 ทุ่มของวันที่ 15 ตามเวลาบ้านเรา ที่จะมีการใช้ระบบ VAR เป็นครั้งแรก

แบ็คซ้ายกำลังมา

    ศึกพรีเมียร์ลีกที่ได้ทำการเริ่มต้นฤดูกาลไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือว่ามีนักเตะหลายคนทีเดียวที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล แต่หากว่าใครสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่านักเตะที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นของแต่ละทีมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะที่เล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายเป็นหลัก โดยเฉพาะทีมระดับบิ๊ก 6 ที่แบ็คซ้ายของทีมเหล่านี้สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแทบทุกคนเลยทีเดียว

มาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คดีกรีทีมชาติสเปนของเชลซี ถือว่าโดดเด่นที่สุดเลยก็ว่าได้ตลอด 4 นัดที่ผ่านมา เพราะเขามีส่วนร่วมในการทำประตูของเชลซีทุกนัดที่ลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นการยิง หรือการผ่านบอลให้เพื่อนทำประตู ซึ่งทำให้เขาถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติสเปนในยุคของหลุยส์ เอ็นริเก้ด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลุดไปในชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ แบ็คซ้ายดีกรีแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศสของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหมือนว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมเลยก็ว่าได้ ซึ่งอันที่จริงแบ็คซ้ายรายนี้ย้ายจากโมนาโกมาร่วมทีมตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้ว แต่เล่นไปได้ไม่กี่นัดเท่านั้นแล้วเจ็บยาว แต่ฤดูกาลนี้เขาฟิตเต็มที่ และเป็นตัวริมเส้นที่เติมเกมรุกได้สนุกมาก และเปิดบอลได้อย่างแม่นยำ และเป็นผู้นำในการแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูที่ 4 ครั้งอีกด้วย

ลุค ชอว์ ถึงแม้ว่าฟอร์มของทีมจะย่ำแย่ และมีแพ้ไปถึง 2 นัดก็ตาม แต่ลุค ชอว์ ถือว่าเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดี จนถูกแกเร็ธ เซาต์เกธเรียกกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งล้ว และดาวเตะวัย 23 ปีก็สามารถทำประตูแรกในอาชีพค้าแข้งของเขาในนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ด้วย

แอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายของลิเวอร์พูลที่ทีม “หงส์แดง” ตามหามาเนิ่นนาน ที่สามารถเล่นได้อย่างลงตัว ทั้งเกมรุกและเกมรับ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงแบบถาวรในฤดูกาลนี้ ซึ่งได้รับคำชมเป็นอย่างมากกับการเติมเกมรุก และการเปิดบอลเข้ากลางให้เพื่อนลุ้นทำประตู นักเตะเหล่านี้ถือว่าเป็น 4 แบ็คซ้ายตัวจริงจาก 4 ทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีกที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ซึ่งผลงานโดยรวมแล้วโดดเด่นกว่าแบ็คขวาทั้งนั้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของเหล่าแบ็คซ้ายเลยทีเดียวในตอนนี้

ฝากอนาคตไว้ที่กัปตัน

    ข่าวดีล่าสุดของลิเวอร์พูลนอกจากที่พวกเขาจะเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์แล้วนั้น เนื่องจากพรีเมียร์ลีกจะมีการหยุดพักให้กับโปรแกรมทีมชาติลงแข่งขันกัน นอกจากนั้นข่าวดีอีกข่าวก็คือสโมสรตัดสินใจที่จะต่อสัญญากับจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมของสโมสรออกไปอีกถึง 5 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ดาวเตะวัย 28 ปีในตอนนี้จะมีสัญญาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ไปจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการฝากอนาคตของทีม และปลอกแขนกัปตันทีมไว้ที่เขาต่อไปจากนี้ด้วย ซึ่งเขาย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2011 ในยุคการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมชาวสก็อตแลนด์ โดยย้ายจากซันเดอร์แลนด์มาด้วยค่าตัวสูงเกือบ 20 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากทีเดียวในยุคนั้น และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นคนไหนก็ตาม ทั้งเคนนี่ ดัลกลิช เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และคนล่าสุดยอ่างเจอร์เก้น คล็อปป์ก็ด้วย ซึ่งในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์สเขาถูกผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมแทนที่ของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ร็อดเจอร์สปล่อยออกจากทีมไปด้วย ซึ่งมันทำให้เฮนเดอร์สันยังคงเป็นกัปตันทีมของลิเวอร์พูลมาจนปัจจุบันนี้ด้วย

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นนักเตะที่มีมาตรฐานการเล่นที่ดีคนหนึ่งของลิเวอร์พูล ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีความโดดเด่นด้านไหนเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่าเขาสามารถทำหน้าที่ตามที่กุนซือมอบหมายได้ดี ซึ่งฤดูกาลนี้เขาพึ่งได้ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกของลิเวอร์พูลในนัดที่ทีมบุกเอชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึงถิ่นคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยม 2-1 เนื่องจากการที่ทีมชาติอังกฤษทำได้ดีในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย โดยผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ทำให้เขาได้พักนานกว่าเพื่อน และกว่าจะกลับมาเรียกความฟิตได้เต็มที่ก็ถูกนาบี เกต้า กองกลางตัวใหม่แย่งตำแหน่งตัวจริงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วง 3 นัดแรก ซึ่งกองกลางของลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากในช่วงต้นฤดูกาล โดยมีจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และเจมส์ มิลเนอร์เป็นตัวหลัก ที่จะทำหน้าที่ในการไล่ตัดบอลคู่แข่ง และยังทำให้กองหลังของพวกเขาได้เล่นง่ายขึ้นด้วย แต่ว่าจอร์แดน เฮนเดอร์สันที่ลงสนามแทนนาบี เกต้านั้น เขายังทำหน้าที่ได้มีดีเท่าดาวเตะทีมชาติมาลี ซึ่งคงต้องแก้ไขต่อไปหลังจากนี้

วงจรเดิม

    ศึกบุนเดสลีก้า เยอรมันนั้นเป็นลีกที่มีทีมที่จะหมุนเวียนขึ้นมาทำผลงานได้ดีในแต่ละฤดูกาลอยู่ตลอด และจะก้าวขึ้นไปเป็นคู่แข่งของบาเยิร์น มิวนิคในการลุ้นแชมป์ได้ในฤดูกาลที่พวกเขาฟอร์มดีอย่างต่อเนื่อง แต่ในฤดูกาลต่อมาก็มักจะมีปัญหาจนทำให้ฟอร์มของทีมเหล่านั้นหลุดไปโดยตลอด โดยมีเพียงโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ทีมเดียวเท่านั้น ที่ยังดูมีมาตรฐาน และทำผลงานได้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นทางชาลเก้ 04 ที่ก้าวขึ้นมาเป็นถึงรองแชมป์ของบุนเดสลีก้าเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีคะแนนห่างจากทีมแชมป์มากก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่ชาลเก้ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นยังมีทีมที่ฟอร์มดีในช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วอย่างเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ตด้วย ที่หลังจากได้กุนซือคนใหม่มาเป็นเตย์ฟุน คอร์คุต อดีตนักเตะทีมชาติตุรกีเข้ามาคุมทีม พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างสุดยอด เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างสบาย และเกือบจะได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเสียด้วยซ้ำ รวมถึงทีมอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นด้วย ที่ก็ทำผลงานได้ดีเกินคาดเช่นกัน ทำให้ทีมเหล่านี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้ รวมถึงยังถูกคาดหวังจากแฟนบอลด้วยว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง

แต่พอฤดูกาลของบุนเดสลีก้าเริ่มต้นขึ้นมาได้ 2 นัด วงจรเดิมๆ ของทีมในเยอรมันดูเหมือนว่ามันจะกลับมาตามหลอกหลอนทีมที่ทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลก่อนอีกแล้ว เมื่อทั้งชาลเก้ 04 เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต รวมถึงไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ต่างพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่ง 2 นัดรวดเหมือนกันหมดเลย ซึ่งถือว่าน่าประหลาดใจเป้นอย่างมาก เพราะพวกเขาก็เจอโปรแกรมที่ไม่ได้หนักแต่อย่างใด มีเพียงสตุ๊ตการ์ตเท่านั้น ที่นัดที่ 2 ของพวกเขาพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคไปแบบสู้ไม่ได้ 0-3 แต่นอกนั้นถือว่าเจอทีมระดับกลางหรือระดับล่างทั้งหมด ซึ่งหากจะเป็นวงจรเดิมๆ เหมือนทีมอื่นๆ ที่เคยเป็นผ่านมาก็คืออีกซักพักพวกเขาก็จะไล่กุนซือออกจากตำแหน่ง และให้กุนซือคนใหม่เข้ามาทำทีมแทน ซึ่งก็จะทำได้ดี และก็รอดตกชั้นได้อย่างสบาย ซึ่งก็จะวนอยู่แบบนี้ต่อไป ซึ่งยังไม่มีใครที่สามารถก้าวขึ้นมารักษามาตรฐานได้เหมือนอย่างที่โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ทำได้เลย ทำให้การลุ้นแชมป์ของศึกบุนเดสลีก้านั้นมักจะกร่อยมาโดยตลอด ซึ่งฤดูกาลนี้ก็ทำท่าจะเป็นแบบนั้นตั้งแต่ผ่านไป 2 นัดแรกของฤดูกาลเลยทีเดียว

ควรถึงเวลาของเลโน่

    ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเอาร์เซน่อลมีการซื้อผู้รักษาประตูรายใหม่เข้ามาเสริมทีม คือแบรนด์ เลโน่ ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยค่าตัวสูงถึง 22.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากทีเดียวสำหรับนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งจากการซื้อเลโน่มาร่วมทีมในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้อาร์เซน่อลมีนายทวารฝีมือดีถึง 3 คนเลยทีเดียว โดยนอกจากเลโน่วัย 26 ปีที่ซื้อเข้ามาใหม่แล้ว อาร์เซน่อลยังมีปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูจอมเก๋าที่เป็นมือ 1 ของทีมมาตลอดตั้งแต่ที่ย้ายจากเชลซีข้ามฟากมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม ส่วนอีกรายคือดาวิด ออสปิน่า ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติโคลอมเบีย ที่ต้องนั่งเป็นตัวสำรองของปีเตอร์ เช็กมาโดยตลอด ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อลเมื่อปี 2014 ทำให้ทีมมีนายทวารฝีมือดีถึง 3 คนเลยทีเดียว ซึ่งคงไม่มีใครยอมเป็นมือ 3 อย่างแน่นอน เพราะว่านายทวารมือ 3 มีโอกาสได้ลงเล่นน้อยมากในแต่ละฤดูกาล หากว่าผู้รักษาประตูมือ 1 หรือมือ 2 ไม่บาดเจ็บไปเสียก่อน ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้ลงสนามเลย ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ดาวิด ออสปิน่า ที่กลายเป็นมือ 3 โดยอัตโนมัติต้องขอย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเขาย้ายไปอยู่กับนาโปลี ทีมชั้นนำของศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล พร้อมออปชั่นซื้อขาดในภายหลัง ซึ่งออสปิน่าได้ไปเป็นมือ 1 ของนาโปลีในฤดูกาลนี้ด้วย

อูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามารับงานคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกได้ตัดสินใจลองใช้ปีเตอร์ เช็กเป็นนายทวารมือ 1 ในช่วงพรีซีซั่น รวมถึงในนัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วย ซึ่งนายทวารวัย 36 ปีก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวในเรื่องของการเซฟ แต่ปีเตอร์ เช็กมักมีปัญหาในเรื่องของการใช้เท้าเล่น ซึ่งฟุตบอลยุคสมัยใหม่นั้นถือว่ามีความจำเป็น และสำคัญมากทีเดียวที่ผู้รักษาประตูจะต้องใช้เท้าในการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้ดีด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้อดีตนายประตูของเชลซีได้ออกอาการให้เห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่เพียงแค่อาร์เซน่อลยังไม่เสียประตูจากจังหวะที่เขาจ่ายเสียเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากในนัดที่อาร์เซน่อลบุกเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้อย่างหวุดหวิด 3-2 ซึ่งหากเป็นแบบนี้ต่อไป คาดว่าอีกไม่นานคงจะถึงเวลาของแบรนด์ เลโน่ที่กำลังเฝ้ารอโอกาสอยู่อย่างแน่นอน

เลอมาร์อาจล้มเหลว

    แอตเลติโก มาดริด ทีมแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังเป็นรองแชมป์ลา ลีก้าสเปนด้วย ได้ลงทุนไปอย่างมากในช่วงซัมเมอร์นี้ในเรื่องของการเสริมตัวผู้เล่นเข้าสู่ทีม เพื่อยกระดับทีมให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยนักเตะที่แพงที่สุดที่แอตเลติโก มาดริดคว้าตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็คือโตมาส์ เลอมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ที่พวกเขาคว้าตัวมาจากโมนาโก ทีมรองแชมป์ของลีก เอิงด้วยค่าตัวสูงถึง 70 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งการย้ายทีมอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นหลังจากศึกฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศจบลงเพียง 3 วันเท่านั้น

โตมาส์ เลอมาร์ถือว่าเป็นนักเตะของโมนาโกชุดแชมป์ลีก เอิงเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนที่เป็นรายท้ายๆ ที่ได้ย้ายออกจากทีม ซึ่งดาวเตะวัย 22 ปีเป็นปีกซ้ายตัวหลักของโมนาโกมา 3 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ และทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยเขาสามารถเล่นเป็นตัวริมเส้นได้ทั้ง 2 ฝั่ง และยังสามารถเล่นเป็นกองกลางเชิงรุกได้ด้วยในบางครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก และมีการเลี้ยง และการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยม รวมถึงยังมีจังหวะฟรีคิกที่เป็นทีเด็ดของเขาด้วย ซึ่งในฤดูกาล 2016-2017 ที่ทางโมนาโกคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จ เลอมาร์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก โดยทำได้ถึง 14 ประตูกับอีก 17 แอสซิสต์ ซึ่งเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วเขาเกือบได้ย้ายไปร่วมทีมในพรีเมียร์ลีกแล้ว โดยมีข่าวอย่างหนักกับทางอาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายตลาดซื้อขายนักเตะดันปิดไปเสียก่อน

การย้ายมาร่วมงานกับดิเอโก้ ซิเมโอเน่ในฤดูกาลนี้ โตมาส์ เลอมาร์ต้องปรับตัวจากตอนที่เล่นให้กับโมนาโกมากทีเดียว เนื่องจากตอนอยู่โมนาโก ระบบของเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือชาวโปรตุกีสนั้นจะเน้นให้ทีมเล่นเกมรุกเป็นหลัก แต่กับกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของแอตเลติโก มาดริดแล้ว ทุกคนจะต้องเล่นเป็นระบบ และสามารถเล่นเกมรับได้ ซึ่งดาวเตะวัย 22 ปีต้องมีการปรับตัวมากเลยทีเดียว ซึ่งซิเมโอเน่ก็พยายามส่งเขาส่งสนามอยู่เรื่อยๆ ในช่วงต้นฤดูกาล ทั้งการเป็นตัวจริงและในฐานะตัวสำรอง แต่ผลงานของเขานั้นยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด รวมถึงผลงานของทีม “ตราหมี” ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ด้วย ที่หลุดแพ้ให้กับเซลต้า บีโก้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่นัดที่ 3 ของฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งโตมาส์ เลอมาร์ มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริดในฤดูกาลนี้

จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

    ก่อนหน้านี้มีข่าวอย่างหนาหูว่าสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับบัญชีการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่น่าสงสัยเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการใช้เงินซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างมากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงฤดูกาลนี้ด้วย และก็ไม่ได้มีการขายนักเตะที่ได้ราคาแพงออกไปแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปถูกกดดันจากแฟนบอลทั่วโลกอย่างหนัก เนื่องจากมีความสงสัยกันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับงบดุลการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อ 2 ซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากมากที่ทีมอย่างพวกเขาจะหารายได้มาโคเวอร์ได้มากกว่า 500 ล้านยูโรภายในระยะเวลา 2 ปี

เมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกจำนวน 222 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาของเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า ซึ่งทำให้ตลาดนักเตะเกิดความวุ่นวายหลังจากนั้นด้วย ส่วนการขายนักเตะออกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ได้เงินกลับมาแค่ประมาณ 100 ล้านยูโรเท่านั้น จากการขายลูคัส มูร่า และแซร์จ โอริเย่ร์ ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และได้จากการขายแบลส มาตุยดี้ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสไปให้กับยูเวนตุสอีกราย

ส่วนฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็ทุ่มเงินไปกับการซื้อขาดคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสมาจากโมนาโก หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาใช้วิธีการยืมตัวมาร่วมทีมเพื่อหลีกเลี่ยงกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์นั่นเอง นอกจากนั้นทีมเมืองหลวงยังไปสอยธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 อีกราย ด้วยค่าตัวเกือบ 40 ล้านยูโรเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายชาวสแปนิชมาจากบาเยิร์น มิวนิคด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านยูโรอีกด้วย ทำให้พวกเขาใช้เงินซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ไปเกิน 200 ล้านยูโรอีกครั้งด้วย ทำให้ 2 ฤดูกาลนี้พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร

ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะทำการหยุดช็อปนักเตะแต่อย่างใดด้วย ทั้งๆ ที่มีข่าวออกมาตลอดว่าพวกเขากำลังถูกตรวจสอบด้านบัญชีการเงิน และยูฟ่าพยายามจะหาทางให้โดนโทษในกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์อยู่ตลอด แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะมีความมั่นใจมาก เหมือนว่าทางยูฟ่าจะไม่มีทางจับได้ และไล่ไม่ทันอย่างแน่นอน เกี่ยวกับรายได้ที่พวกเขานำเข้ามาเติมในบัญชี ซึ่งก็คงเป็นของเจ้าของทีมที่เป็นเศรษฐีนั่นเอง