ผู้ปลุกวิญญาณผี

  หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ประกาศปลดโชเซ่ มูรินโญ่ อดีตยอดกุนซือชาวโปรตุกีสพ้นจากตำแนห่งผู้จัดการทีมไปแล้วนั้น ทำให้สื่อต่างๆ สามารถเล่นประเด็นต่างๆ ได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะในหัวข้อที่ว่าบอร์ดบริหารของสโมสรที่บริหารงานโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งที่มีเจ้าของทีมเป็นตระกูลเกลเซอร์ตามเดิม จะเลือกใครเข้ามาเป็นนายใหม่ของถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งจะเข้ามาเริ่มงานในช่วงกลางปีหน้า เนื่องจากพวกเขาได้ประกาศแล้วว่าจะใช้กุนซือรักษาการคุมทีมไปจนจบฤดูกาลนี้ก่อน เพื่อการเลือกที่พิถีพิถันขึ้น และต้องการที่จะให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งกับผู้จัดการทีมรายใหม่นี้ โดยสื่อได้จับประเด็นนี้เป็นหลัก ซึ่งมีตัวเต็งที่อยู่ในข่ายเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของโปรไฟล์ความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการทำทีมที่จะต้องดึงความเป็น “ปีศาจแดง” กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกล้อว่าเป็นรสบัสสีแดงมา 2 ฤดูกาลแล้ว โดยมีตัวเลือกที่เป็นตัวเต็งอยู่แค่ประมาณ 3 คนเท่านั้น

คนแรกคือซีเนอดีน ซีดาน ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสที่พักงานอยู่ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่งนายใหญ่ของถิ่นซานติเอโก้ เบอร์นาเบวของเรอัล มาดริดเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากที่เขาคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน

คนต่อมาคือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือหนุ่มชาวอาร์เจนไตน์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่ถึงแม้ว่าที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีถ้วยแชมป์การันตีก็ตาม แต่แนวทางการทำทีมของเขานั้นดูเหมาะสมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งการทำทีมเล่นเกมรุก รวมถึงการดันนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมด้วย

คนสุดท้ายคือมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือจอมแทคติคชาวอิตาเลี่ยนของยูเวนตุส ที่พาทีม “ม้าลาย” คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อามาได้โดยตลอด และเหมือนจะไม่มีความท้าทายแล้วในลีก นอกจากคุมทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีก 1 ตัวเลือกที่น่าสนใจหลังจากจบฤดูกาลนี้

น่าจะเป็น 1 ใน 3 คนนี้เท่านั้นที่บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเลือกเข้ามาปลุกวิญญาณความเป็น “ปีศาจแดง” ให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 6 ปีแล้ว ทำให้พวกเขาต้องเน้นเป็นพิเศษกับการเลือกนายใหม่ครั้งนี้ ซึ่งหากไม่ใช่กุนซือระดับ 3 รายที่กล่าวมานี้ มีหวังว่า “ปีศาจแดง” ตนนี้อาจจะต้องหลับไหลอีกนานหลายปีทีเดียว

ปีที่เคว้งคว้างของโรม่า

    ในศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” โรม่า ภายใต้การคุมทีมของยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือหนุ่มของทีมที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก แต่สามารถทำให้ทีมจบอันดับที่ 3 ของตารางได้สำเร็จ และได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตามที่พวกเขาตั้งเป้าหมายเอาไว้ ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขามีเงินมาซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมได้หลายรายทีเดียว รวมถึงการนำเงินก้อนโตจากการขายอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลไปให้กับลิเวอร์พูลมาใช้จ่ายด้วย ทำให้มอนชี่ ผู้อำนวยการฟุตบอลชื่อดังของสโมสรนำเป็นไปเล่นแร่แปรธาตุซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้าสู่ทีมนับ 10 ราย เพื่อนำมาให้กุนซือไว้ 49 ปีเลือกใช้งาน และปลุกปั้นให้เป็นดาวดังของทีมในอนาคตต่อไป ซึ่งมอนชี่ทำหน้าที่ในการซื้อตัวนักเตะให้ทีมมาได้ดีโดยตลอด ทั้งการซื้ออลิสซง และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์มาในราคาถูก แต่กลับขายได้ในราคาแพงมหาศาลก็ล้วนแต่เป็นฝีมือของเขาทั้งนั้น

แต่ทว่าผลงานของอาแอส โรม่าในช่วงที่ผ่านมาของฤดูกาลนี้ถือว่าไม่สู้ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เมื่อผ่านมาแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล แต่พวกเขากลับยังไม่สามารถทำอันดับขึ้นไปติดในโซนลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปได้เลย โดยทำได้เพียงอยู่ในโซนกลางตารางเท่านั้น ซึ่งมีโอกาสที่พวกเขาจะอดไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าเป็นอย่างมาก แต่ยังดีที่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลนี้พวกเขาสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยจะต้องพบกับเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังจากประเทศโปรตุเกสในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งก็ยังมีโอกาสจะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายอยู่ ซึ่งถือว่าพวกเขาโชคดีมากที่เดียวในการจับสลากประกบคู่ครั้งนี้ เนื่องจากเอฟซี ปอร์โต้ ถือว่าเป็นทีมที่เบาที่สุดแล้วที่พวกเขามีโอกาสเจอในฤดูกาลนี้

ด้วยผลงานของโรม่าในฤดูกาลนี้ทำให้มีข่าวลืออกมาโดยตลอดว่ายูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือของทีมจะถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา แต่มาจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเอาตัวรอดมาได้เรื่อยมา โดยเกมที่ถูกคาดว่าจะเป็นเกมชี้ชะตาก็สามารถพาทีมเก็บชัยชนะมาได้โดยตลอด ซึ่งถือว่าดวงแข็งไม่เบาเลยทีเดียว แต่ดูจากสถานการณ์ของทีมในปีนี้แล้วเขาไม่น่าจะอยู่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้แน่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นตอนไหนเท่านั้น เนื่องจากโรม่าน่าจะจบฤดูกาลด้วยความเคว้งคว้างในปีนี้

จุดลงตัวของ ‘ขุนค้อน’

   ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นทีมที่สร้างความน่าสนใจให้กับตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายทีเดียว รวมถึงการดึงกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือจอมเก๋าชาวชิลีเข้ามาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเปเญกรินี่ถือว่าเป็นกุนซือระดับแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ เมื่อเขาเคยคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเขาตัดสินใจไปรับงานเงินดีกับทีมในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนแทน และได้ลาออกมาคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องลงทุนเสริมทัพเพื่อยกระดับของทีมในปีนี้ตามไปด้วย

ในช่วงต้นฤดูกาลฟอร์มการเล่นของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดนั้นย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยแพ้รวด 4 นัดในช่วงแรกของฤดูกาล จนทำให้มีกระแสข่าวว่าเขาอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเสียด้วยซ้ำในตอนนั้น ซึ่งทำให้กุนซือวัย 65 ปีได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมแล้วว่าผลงานของทีมอาจจะย่ำแย่ในช่วงแรก ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่หลังจากนั้นมาเปเญกรินี่ก็ได้มีการเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมมาเรื่อยๆ ทั้งระบบกองหลัง 3 คนก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็ไม่เจอรูปแบบที่ลงตัวเสียที จนกระทั่งมาในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงที่บรรดานักเตะตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาลต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ทั้งมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรีย รวมถึงปีกยูเครนอย่างอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ด้วย แต่กลับเป็นช่วงที่ทำให้อดีตกุนซือเรอัล มาดริดรายนี้ได้ทีมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการจัดทีมในระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมแต่กลับได้ผลที่ดีเกิดคาด และทีมก็เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วย โดยมีฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เอร์นานเดส กองหน้าทีมชาติเม็กซิโกกลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้งในตำแหน่งกองหน้า และการเอาโรเบิร์ต สน็อดกล๊าสส์ ปีกตัวเก๋าทีมชาติสก็อตแลนด์มาเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาแทนอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ ซึ่งกลายเป็นตัวเปิดบอลเข้าทำที่อันตรายของทีมทันที ซึ่งเป็นส่วนที่หายไปของทีมในช่วงต้นฤดูกาลที่พยายามจะเล่นบอลตามช่องมากเกินไป รวมถึงการหลุดทีมไปของไมเคิ่ล อันโตนิโอ ตัวรุกจอมโหม่งประตูด้วย แต่ตอนนี้เขาเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งแล้ว

 

“ปืนใหญ่” อาการเดิม

            ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 2000 ที่มีอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสคุมทีมอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเขาแพ้ยากมากๆ จนทำให้พวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดยไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วยซ้ำในฤดูกาลนั้น โดยอาร์เซน่อลครองสถิติไม่แพ้ให้ใครในลีกนานที่สุดถึง 49 นัด ก่อนที่จะมาถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติลงในที่สุด และหลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะมีอาถรรย์ และไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่อาร์เซน่อลไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ เนื่องจากในยุคการคุมทีมในช่วงท้ายของอาร์เซน เวนเกอร์ พวกเขาจะมีช่วงที่ทำผลงานได้ดีมากๆ ช่วงหนึ่งของฤดูกาล แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะฟอร์มหลุดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และกลายเป็นทีมที่หลุดแพ้ได้อย่างงายดายในช่วงหลังๆ ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจากอาร์เซน เวนเกอร์ มาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีม “ปืนใหญ่” แทนในฤดูกาลนี้

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีช่วงเริ่มต้นฤดูกาลในช่วง 2 นัดแรกที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องแพ้ 2 เกมรวดให้กับทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 นัดในเกมลีก กุนซือหนุ่มหล่อวัย 46 ปีสามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในโซนหัวตาราง และมีโอกาสลุ้นแชมป์ด้วยในช่วงนั้น แต่แล้วในช่วงหลังพวกเขาก็เริ่มเกิดอาการสะดุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นอาการเดิมกับตอนที่มีอาร์เซน เวนเกอร์คุมทีมอยู่เลยก็ว่าได้ โดยหลังจากช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ที่พวกเขาบุกไปเสมอกับคริสตัล พาเลซ 2-2 หลังากนั้นมาอาร์เซน่อลก็เริ่มที่จะเก็บชัยชนะได้ยากขึ้นเรื่อย ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับแพ้ แต่ก็ทำได้แค่ผลเสมอเสียเป็นส่วนใหญ่ โดย 8 เกมหลังสุดในลีกพวกเขาเสมอไปถึง 4 เกมเลยทีเดียว ทำให้คะแนนนั้นขยับทีละแต้มหลายสัปดาห์ แต่จู่ๆ ทีมก็ดันบุกไปแพ้ให้กับทีมท้ายตารางอย่างเซาต์แธมตันอย่างหน้าตาเฉย 2-3 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แนวรับของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ดันมามีตัวหลักบาดเจ็บพอดี ทำให้พลาดท่าแพ้ทีมรองบ่อนไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากฤดูกาลนี้เป้าหมายของทีมคือการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก็ถือว่ายังมีลุ้นแบบเต็มตัว แต่หากว่าจะหวังลุ้นแชมป์เลยคงไม่มีโอกาสเสียแล้ว

เผยโฉม หลิ่วอี้เฟย ใน Mulan ฉบับคนแสดงพร้อมเนื้อหาที่แตกต่างจากการ์ตูน

    ดิสนี่ย์เผยโฉมแรกของนักแสดงสาว หลิวอี้เฟย ในบท ฮัว มู่หลาน ตัวละครจากภาพยนตร์ Mulan ฉบับคนแสดง ซึ่งตอนนี้กำลังเดินหน้าถ่ายทำโดย ทวิตเตอร์ Walt Disney Studios ได้มีการเผยภาพนักแสดงสาวในชุดสีแดงพร้อมดาบคู่ใจเพื่อเข้าถึงบทบาทวีรสตรีคนสำคัญของประเทศจีน

สำหรับ Mulan เป็นภาพยนตร์แอนิเมชั่นของ ดิสนี่ย์ ออกฉายในปี 1998 และถือว่าเป็นหนึ่งในภาพยนตร์แอนิเมชั่นยอดนิยมของผู้ชม โดยเวอร์ชั่น 1998 เป็นการเล่าเรื่องราวของ ฮัว มู่หลาน หญิงสาวผู้กล้าหาญยอมปลอมตัวเป็นชายเพื่อเข้าเป็นทหารไปรบในสงครามแทนพ่อของเธอ ด้วยความกล้าหาญและความเสียสละทำให้เธอได้รับการยกย่องให้เป็นวีรสตรีแห่งชาวจีนและกลายเป็นเรื่องเล่าขานกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้แม้ว่าเวอร์ชั่นการ์ตูนจะเล่าเรื่องให้เข้ากับเด็กๆ มีความสนุกสนาน เสียงเพลงที่ไพเราะ แต่ว่าฉบับคนแสดงจะเล่าเรื่องที่แตกต่างจากเวอร์ชั่น 1998 อย่างสิ้นเชิง

ทางดิสนี่ย์ตั้งใจดัดแปลงเรื่องเล่าของ มู่หลาน โดยจะนำบทกวีพื้นบ้านของจีนเรื่อง The Ballad of Mulan มาใช้ในบทเวอร์ชั่นคนแสดง นอกจากนี้ยังมีข่าวว่าทางดิสนี่ย์ตั้งใจรื้อตัวละครและเนื้อเรื่องใหม่เกือบทั้งหมด สำหรับตัวละครที่เปลี่ยนจากเวอร์ชั่นการ์ตูน คือ แม่ทัพ ลี่ ชาง พระเอกเวอร์ชั่น 1998 เป็นนายทหาร เฉิน หงฮุ่ย เพื่อนร่วมรบกับมู่หลาน เป็นพระเอกในเวอร์ชั่นคนแสดงที่นำแสดงโดย โยซอน ฮัน นอกจากนี้ยังมีตัวละครใหม่เพิ่มเข้ามาจากเวอร์ชั่นก่อนไม่ว่าจะเป็น น้องสาวมู่หลาน, แม่มดร้าย, คู่หูนักต้มตุ๋น เป็นต้น

นอกจากเนื้อหาที่เปลี่ยนไปจากเดิมแล้ว ทาง นิกิ คาโร ผู้กำกับยังเผยอีกว่า มู่หลาน ฉบับไลฟ์แอ็คชั่น จะไม่ใช่ภาพยนตร์มิวสิคคัล เหมือนกับแอนิเมชั่นปี 1998 พร้อมโทนของเรื่องที่อาจมีความดราม่าเข้ามามากกว่าด้วย แน่นอนว่าโปรเจคหนัง Mulan ฉบับไลฟ์แอ็คชั่นนั้นจะเปลี่ยนไปจากต้นฉบับมากน้อยแค่ไหน ซึ่งมันคงดับฝันแฟนๆภาพยนตร์ดั้งเดิมอยู่ไม่น้อยอีกทั้งยังต้องลุ้นกันว่าเวอร์ชั่นคนแสดงนี้จะออกมาในทิศทางใด

สำหรับภาพยนตร์ Mulan ฉบับคนแสดงนั้นเป็นอีกหนึ่งภาพยนตร์โปรเจคไลฟ์แอ็คชั่นของดิสนี่ย์ ที่ต่อยอดมาจากความสำเร็จของหนังฉบับคนแสดงอย่าง Maleficent (2014), Cinderella (2015), The Jungle Book (2016), Beauty and the Beast (2017) ที่กวาดรายได้และคำวิจารณ์มาแล้ว นอกจากนี้ยังมีหนังฉบับคนแสดงที่กำลังจ่อคิวฉายอีก เช่น Aladin, The Little Mermaid

ทั้งนี้ Mulan ฉบับคนแสดง กำกับโดย นิกิ คาโร นำแสดงโดย หลิวอี้เฟย, ดอนนี่ เยน, เจสัน สก็อต ลี, โรซาลินด์ เชา, โยซอร อัน, ร่วมด้วยนักแสดงระดับตำนานอย่าง เจท ลี่ และ กง ลี่ หนังวางคิวฉายวันที่  24 มีนาคม 2020

นอนไม่หลับ ทำยังไงดี กับเคล็ดลับช่วยให้นอนหลับสบายตื่นมาไม่ง่วง

นอนไม่หลับ อาการที่หลายคนต้องพบเจอไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม แน่นอนว่าถ้านอนไม่หลับบ่อยครั้งติดต่อกันจะกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ทำให้เกิดภาวะทางอารมณ์, ความจำ, อ่อนเพลียตอนกลางวัน และทำให้แก่ก่อนวัยอันควร เท่านั้นยังไม่พอยังก่อให้เกิดความเครียดสะสมอีกด้วย สำหรับคนที่นอนไม่หลับก็มีวิธีที่ช่วยให้นอนหลับสบาย เรามาดูกันเลยว่ามีวิธีไหนบ้าง

อย่าเอางานกลับมาทำที่บ้าน

ไม่ว่างานจะหนักหรือมากแค่ไหน ควรเก็บไว้ที่บริษัทไม่ควรเอางานกลับมาทำที่บ้าน สารพัดงานที่เจอมาทั้งวันนั้นหากนำกลับมาที่บ้านและไม่เสร็จจะทำให้คุณเครียด คิดมาก แน่นอนสิ่งที่ตามมาคือการนอนไม่หลับเพราะในหัวคิดเอาเรื่องงานเข้ามา ฉะนั้นอย่าเอางานกลับมาทำที่บ้าน หลับให้สบายและตื่นนอนขึ้นมาเริ่มวันใหม่อีกครั้ง

อย่าเล่นมือถือก่อนนนอน

สำหรับผู้ที่นอนไม่หลับลองเช็คดูว่า คุณติดการเล่นมือถือก่อนหรือเปล่า ไม่ว่าคุณจะเล่นโซเชียล, เล่นเกม เพราะแสงสีฟ้าจากจอมือถือทำให้สมองถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวและก่อให้เกิดการนอนไม่หลับได้ ดังนั้นแล้วหากรู้ตัวว่าติดเล่นมือถือก่อนนอนควรเลิกแล้วลองหันมาทำอย่าอื่นแทนเช่น อ่านหนังสือ จะช่วยให้ผ่อนคลายกว่าและหลับสบายด้วย

ออกกำลังกายช่วงเย็น

อีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย สบายตัว หากว่าคุณเหนื่อยจากการทำงานและเป็นคนหลับยาก ลองออกกำลังกายสัก 30 – 40 นาทีก่อนนอนประมาณ 4 ชั่วโมง นอกจากช่วยให้สมองโล่งหลับสบายแล้วยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย

หาของกินเบาๆก่อนนอน

หากคุณเป็นคนนอนหลับยาก แถมยังท้องหิวเวลากลางคืนอีก ลองหาของกินเบาๆก่อนนอน เช่น ดื่มนมสดอุ่นๆ, กล้วยหอม, แอปเปิ้ล, น้ำผึ้งผสมน้ำผลไม้ หรือ ชาคาโมมายอุ่นๆก่อนนอน จะช่วยให้หลับสบายยืนเช้าเลยล่ะ แต่ไม่ควรเป็นอาหารหนักๆพวกเนื้อสัตว์จะยิ่งทำให้หลับยากและเสี่ยงกรดไหลย้อนได้

จัดระเบียบห้องนอน

ลองจัดระเบียบห้องนอนของคุณว่ามีส่วนไหนที่ทำให้คุณนอนไม่หลับบ้าง เช่น แสงจากหน้าต่าง, มีเสียงรบกวนหรือไม่ หรือมีกลิ่นอบชื้นหรือเปล่า แล้วจัดระเบียบห้องนอนใหม่ นำม่านปิดหน้าต่างให้มิดชิด หรือลองหาอุปกรณ์กลิ่นหอมๆวางไว้ภายในห้องจะช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย รวมถึงจัดห้องนอนให้ดูโล่งอากาศถ่ายเทสะดวกไม่อึดอัดก็ช่วยได้

โดยปล่อยให้ท้องว่างเพราะจะตื่นกลางดึก

บางคนหากท้องว่างตอนกลางคืนเกิดอาการท้องร้อง แสบท้องจนต้องตื่นขึ้นมาตอนกลางคืน ซึ่งนอกจากทำให้ตื่นมาไม่สดชื่นแล้วยังเสี่ยงเป็นโรคกระเพาะอาหารอีก ดังนั้นลองหาของเบาๆกินก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมง อย่ากินแล้วนอนเลยเพราะจะทำให้เป็นกรดไหลย้อนได้

นี่ก็เป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้คนที่หลับยากลองทำกันดูนะครับ แต่หากว่าลองทำแล้วยังนอนไม่หลับลองปรึกษาแพทย์ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

ดอยอินทนนท์ จุดสูงสุดของไทยเที่ยวได้ทุกฤดู

    ดอยอินทนนท์ แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยยิ่งในช่วงหน้าหนาวจัดว่าเป็นช่วงยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสอากาศหนาว ทะเลหมอก รวมถึง แม่คะนิ้ง หรือ เหมยขาบ หรือ น้ำค้างแข็ง ที่กระจายเต็มพื้นที่บริเวณยอดดอย แม้ว่าดอยอินทนนท์จะเป็นที่นิยมช่วงหน้าหนาว แต่ยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทยนี้ยังสามารถเที่ยวได้เกือบทุกฤดูอีกด้วย

ดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ภายในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ครอบคลุมพื้นที่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ทั้งหมด 482 ตารางกิโลเมตร มีลักษณะภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูง สลับซับซ้อน โดยยอดที่สูงที่สุดคือ ดอยอินทนนท์ มีความสูง 2,565 เมตร มีพื้นที่ป่าที่อุดมสมบูรณ์มากแห่งหนึ่งประกอบด้วย ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าเต็งรัง ซึ่งมีพันธุ์ไม้ ดอกไม้ป่าที่สำคัญและหายาก เช่น ไม้สัก ไม้ตะเคียน มะเกลือ ไม้แดง กุหลาบป่า ฟ้ามุ่ย รองเท้านารี เป็นต้น ป่าอินทนนท์ยังเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำของแม่น้ำปิง ภายในอุทยานยังมีน้ำตกที่สวยงามตามธรรมชาติให้ได้ชมอย่าง น้ำตกวชิรธาร

ดอยอินทนนท์ เที่ยวได้ทุกฤดู

เนื่องจากบริเวณอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อยู่กว่าระดับน้ำทะเลกว่า 2,000 เมตร ทำให้มีอากาศเย็นสบายเกือบตลอดปี ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศของธรรมชาติไม่ว่าจะเป็น ช่วงหน้าร้อน แม้จะมีอากาศร้อนจัดแต่บริเวณอุทยานแห่งชาติที่ประกอบด้วยป่าดิบเขาที่ให้ร่มเย็นแก่ผู้มาเยือนเหมาะกับการศึกษาเส้นทางธรรมชาติ นอกจากนี้ยังเดินทางง่ายและสะดวก

ช่วงหน้าฝน มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อ่างกา ซึ่งช่วงนี้จะมีหมอกบางๆปกคลุมและให้อากาศที่เย็นสบายมีความสดชื้นอย่างมาก และยิ่งช่วงหน้าฝนเป็นช่วงที่ต้นไม้เติบโตสมบูรณ์มาก รวมถึงดอกไม้บางชนิดที่ออกดอกสวยงาม เช่น ข้าวตอกฤาษี กุหลาบพันปี กุหลาบป่า มอสส์ เฟิร์น และเส้นทางศึกษาธรรมชาติเราจะได้สัมผัสมอสส์และเฟิร์นขึ้นบริเวณทางเดินให้สีเขียวสวยงามมาก

ช่วงหน้าหนาว ถือว่าเป็นช่วงยอดฮิตของนักท่องเที่ยวที่นิยมเดินทางมาสัมผัสอากาศหนาว โดยในช่วงเดือนธันวาคม – มกราคม จะเป็นช่วงที่ยอดดอยมีอากาศหนาวจัดซึ่งจะมีน้ำค้างแข็งเต็มพื้นที่ ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินทางมาสัมผัสความหนาวเย็นดูน้ำค้างแข็ง หรือ เหมยขาบ และถ่ายรูปเช็กอินบนยอดดอย

ที่เที่ยวอื่นๆบนดอยอินทนนท์

นอกจากสัมผัสอากาศเย็นสบาย และชมวิวบนจุดสูงที่สุดของไทยแล้ว ภายในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆให้ไปเที่ยวชมกัน เช่น พระมหาธาตุเจดีย์ธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุเจดีย์นภพลภูมิสิริบนยอดดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่โดดเด่นให้เยี่ยมชมความสวยงาม, โรงไฟฟ้าพลังงานน้ำตกบ้านขุนกลาง โครงการตามแนวพระราชดำริ ตั้งอยู่บริเวณโครงการหลวงดอยอินทนนท์ รวมถึงน้ำตกหลายแห่งภายในอุทยาน

ใครว่าดอยอินทนนท์จะเที่ยวได้เฉพาะฤดูหนาวเท่านั้น ฤดูอื่นก็เที่ยวได้ให้บรรยากาศอีกแบบหนึ่ง ลองเดินทางมาสัมผัสความสวยงามของธรรมชาติ ผืนป่า ดอกไม้นานาพันธุ์ สูดอากาศสดชื้นให้เต็มปอด

เคล็ดลับผิวขาว

สำหรับคนที่ต้องการดูแลผิวให้มีความขาวสว่าง สดใส ต้องติดตามบทความนี้ให้ดี เพราะจะให้ความรู้เกี่ยวกับ เคล็ดลับผิวขาว  โดยเป็นข้อมูลจากเว็บไซต์ Gangnam Clinic คลีนิกเสริมความงามชื่อดัง

ฉีดผิวขาว การฉีดวิตามินผิว มีความสำคัญอย่างไร

การฉีดผิวขาว การฉีดวิตามินผิวมีความสำคัญอย่างไร คือการฉีดวิตามินผิวเข้าเส้น เป็นการบำรุงผิวให้ขาวใสจากภายใน คืนความขาวกระจ่างใสสู่ผิว ลดความหมองคล้ำ จุดด่างดำ สีผิวที่ไม่เสมอกัน เพื่อให้ผิวแลดูสุขภาพดี ขาวใส เปล่งประกายทั่วร่างกาย และวิตามินผิวจะช่วยกระตุ้นในการผลัดเซลล์ผิวหนังชั้นนอก ทำให้ได้เซลล์ผิวใหม่ที่ขาวใสมากขึ้น เรียกว่ามีประโยชน์อย่างมากมาย

ข้อดีของการฉีดวิตามินผิวเข้าเส้น

วิตามินผิวที่ Gangnam Clinic ให้บริการ เป็นสารสกัดวิตามินที่เข้มข้น ซึ่งสารสกัดเหล่านี้จะช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ผิวที่อ่อนแอให้กลับมาแข็งแรงและสุขภาพดีอีกครั้ง ซึ่งช่วยให้เห็นผลรวดเร็ว และชัดเจนกว่าการทาครีมบำรุงทั่วไป ซึ่งได้ผลเป็นอย่างดี และ ปลอดภัย

การฉีดวิตามินผิว ใช้ได้กับผิวประเภทใดบ้าง?

วิตามินผิวสูตรเข้มข้นของทาง Gangnam Clinic เป็นสารสกัดบริสุทธ์ มีความปลอดภัย 100% สามารถใช้ได้ทุกสภาพผิว เช่น ผิวมัน ผิวแห้ง ผิวผสม และผิวประเภทอื่นๆอีกมากมาย

ต้องฉีดบ่อยแค่ไหนถึงจะเห็นผลเร็ว ?

การฉีดผิวขาว การฉีดวิตามินผิวเข้าเส้น เป็นการช่วยกระตุ้นให้ผิวขาวกระจ่างใส เร็วกว่าวิธีการดูแลผิวแบบอื่นๆ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับสภาพผิวของแต่ละคนด้วย โดยสูตรวิตามินผิวทุกสูตร ควรฉีดอย่างต่อเนื่อง ทุกอาทิตย์ เป็นเวลา 3 เดือนขึ้นไป จะเห็นผลการรักษาผิวที่ชัดเจน 80% ว่าผิว ขาวกระจ่างใส อย่างเห็นได้ชัด มีออร่า ดูผิวสุขภาพดี หลังจากนั้น สามารถทิ้งช่วงห่าง เป็น 2 อาทิตย์ครั้งได้ค่ะ แต่ถ้าผิวคงสภาพ อมชมพูแล้ว ก็สามารถมาฉีดผิวเพื่อหล่อเลี้ยงไว้ เดือนละครั้ง แต่ต้องผ่านการดูแลต่อเนื่องมาสักระยะหนึ่งแล้ว ถ้าฉีดเพียงครั้งสองครั้ง จะไม่เห็นผลชัดเจนพอ ต้องสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

 

เทพแห่ง MLS

   หากพูดถึงลีกเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะนึกถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับพระเจ้าชาวสวีดิชของลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ ทีมดังที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หรืออาจจะนึกถึงเวย์น รูนี่ย์ อดีตกองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ และของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ย้ายมาร่วมทีมดีซี ยูไนเต็ด ในเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งดาวดังทั้ง 2 รายนี้ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว แต่อาจจะด้วยอายุที่มากแล้วทั้งคู่ ทำให้บางทีอาจจะมีฟอร์มมาๆ หายๆ บ้าง แต่ก็ยังมีจังหวะมหัศจรรย์มาให้เห็นโดยตลอด แต่ความจริงแล้วเทพแห่ง MLS หรือเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ไม่ใช่นักเตะ 2 คนนี้แต่อย่างใด แต่กลับเป็นโจเซฟ มาร์ติเนซ กองหน้าทีมชาติเวเนซุเอล่าวัย 25 ปีของแอตแลนต้า ยูไนเต็ดต่างหาก ที่เป็นเทพของลีกสูงสุดของเมืองลุงแซมแห่งนี้ หลังจากย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้าในรัฐจอร์เจียได้เพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่กลับทำประตูให้กับทีมได้อย่างถล่มทลาย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้แอตแลนต้า ยูไนเต็ด ได้คั่วแชมป์ดิวิชั่นกับทีมนิวยอร์ค เรดบูลส์อยู่ในฤดูกาลนี้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเขาน่าจะได้เป็นทีมวางในรอบเพลย์ ออฟของเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย ที่จะเอา 2 อันดับแรกผ่านเข้าไปเป็นทีมวางเพื่อเล่นในรอบรองชนะเลิศของสายตะวันออกทันที และรอพบผู้ชนะของทีมในรอบไวด์ การ์ดแทน

โจเซฟ มาร์ติเนซ เคยค้าแข้งในยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้วกับทางทีมโตริโน่ ทีมในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี แต่ว่าไม่รุ่ง โดยทำได้เพียงแค่ 13 ประตูเท่านั้นจาก 75 นัด ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้า ยูไนเต็ดในสัญญายืมตัว พร้อมกับออปชั่นในการซื้อขาด ซึ่งหลังจากลงสนามช่วยทีมไปเพียง 3 นัดเท่านั้น แต่กลับทำได้ถึง 5 ประตู ทำให้ทีมตัดสินใจใช้ออปชั่นซื้อขาดทันที และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาติดทีมยอดเยี่ยมของเมเจอร์ ลีกด้วย โดยมีผลงานทำไปถึง 19 ประตูจากการลงสนามเพียง 20 นัดเท่านั้น ส่วนฤดูกาลที่นี้ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลงสนามไป 27 นัด แต่กลับทำได้ถึง 28 ประตู และยังเป็น MVP ในเกมออลสตาร์ของลีกเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วย ซึ่งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้คงไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน ซึ่งสถิติที่เขาทำได้ในลีกนี้ ถือว่าเทียบได้กับลิโอเนล เมสซี่ หรือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในลีกยุโรปเลยก็ว่าได้

 

VAR กับบอลอังกฤษ

   จากตอนแรกที่ทางพรีเมียร์ลีกออกมายืนยันว่าพวกเขาจะยังไม่ใช้ระบบวิดีโอผู้ช่วยผู้ตัดสิน Video assistant referee หรือว่า VAR กับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ได้ทำการโหวตไปก่อนหน้านี้ โดย 14 จาก 20 ทีมยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการใช้ในตอนนี้ แต่ว่าล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกกำลังจะมีการพิจารณาว่าจะเปิดให้มีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้เลย โดยจะมีรายละเอียดชี้แจงออกมาหลังจากช่วงพักเบรคทีมชาติในตอนกลางเดือนกันยายนด้วย โดยคาดการณ์กันว่าจะมีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้ประมาณ 15 นัดเท่านั้น เพื่อดูผลตอบรับ และผลของการใช้ VAR ด้วยว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ หลังจากที่ลีกอื่นๆ เริ่มนำระบบ VAR มาใช้กันหมดแล้ว ทั้งลา ลีก้าสเปน และบุนเดสลีก้า ก็เริ่มมาใช้ระบบนี้ในฤดูกาลนี้แล้ว หลังจากที่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษประกาศว่าจะทดลองใช้ระบบ VAR แค่ไหนฟุตบอลรายการคาราบาว คัพ และจะมีการทดลองกับฟุตบอลเอฟเอ คัพเป็นฤดูกาลแรกด้วย แต่หลังจากที่เริ่มต้นฤดูกาลมาก็มีการตัดสินของผู้ตัดสินที่ค้านสายตาหลายจังหวะ รวมถึงความไม่ทันเกมของผู้ตัดสินด้วย ทำให้ทางพรีเมียร์ลีกต้องรีบนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาโดยเร็วทันที เพราะมันเป็นเรื่องที่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เอาไปเปรียบเทียบกับลีกอื่นๆ แล้วทางพรีเมียร์ลีกจะเป็นรองทันที ในเรื่องของการตัดสินของผู้ตัดสิน ซึ่งค้านสายตามากๆ ในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ทั้งการให้จุดโทษ หรือว่าใบแดงที่ง่ายไปรวมถึงจังหวะชี้เป็นชี้ตายอื่นๆ ด้วยที่ว่าควรจะให้ใบแดงหรือไม่ แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของนักเตะ ทำให้ก็มีนักเตะหลายคนที่รอดจากการโดนใบแดงในช่วงต้นฤดูกาล อย่างเช่นนัดที่นิวคาสเซิ่ลบุกไปเยือนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เคนเนดี้ไปหวดนอกเกมใส่นักเตะเจ้าถิ่น แต่ผู้ตัดสินกับไม่แจกแม้แต่ใบเหลืองให้ด้วยซ้ำ หรือย่างนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 2-0 นั้น ก็มีจังหวะที่เบน มีไปตั้งใจทำแฮนด์บอลก่อนที่บอลจะถึงโรเมลู ลูกากู และเป็นจังหวะหลุดเดี่ยว แต่ผู้ตัดสินก็กลับให้เป็นแค่ลูกทุ่มเท่านั้น

ทางพรีเมียร์ลีกจะเริ่มทดลองในวันที่ 15 กันยายนนี้เลยด้วย หากว่าศูนย์สต็อคคีย์ พาร์ค ที่จะเป็นศูนย์กลางในการดู VAR ใกล้สนามบินฮีทโธรว์พร้อมใช้งาน โดยจะเป็นคู่ในช่วงที่เตะเวลา 3 ทุ่มของวันที่ 15 ตามเวลาบ้านเรา ที่จะมีการใช้ระบบ VAR เป็นครั้งแรก