ผู้ปลุกวิญญาณผี

  หลังจากที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ประกาศปลดโชเซ่ มูรินโญ่ อดีตยอดกุนซือชาวโปรตุกีสพ้นจากตำแนห่งผู้จัดการทีมไปแล้วนั้น ทำให้สื่อต่างๆ สามารถเล่นประเด็นต่างๆ ได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะในหัวข้อที่ว่าบอร์ดบริหารของสโมสรที่บริหารงานโดยเอ็ด วู๊ดเวิร์ด ซีอีโอคนเก่งที่มีเจ้าของทีมเป็นตระกูลเกลเซอร์ตามเดิม จะเลือกใครเข้ามาเป็นนายใหม่ของถิ่นโอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งจะเข้ามาเริ่มงานในช่วงกลางปีหน้า เนื่องจากพวกเขาได้ประกาศแล้วว่าจะใช้กุนซือรักษาการคุมทีมไปจนจบฤดูกาลนี้ก่อน เพื่อการเลือกที่พิถีพิถันขึ้น และต้องการที่จะให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกลับมาประสบความสำเร็จอีกครั้งกับผู้จัดการทีมรายใหม่นี้ โดยสื่อได้จับประเด็นนี้เป็นหลัก ซึ่งมีตัวเต็งที่อยู่ในข่ายเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความเหมาะสมทั้งในเรื่องของโปรไฟล์ความสำเร็จที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางการทำทีมที่จะต้องดึงความเป็น “ปีศาจแดง” กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ถูกล้อว่าเป็นรสบัสสีแดงมา 2 ฤดูกาลแล้ว โดยมีตัวเลือกที่เป็นตัวเต็งอยู่แค่ประมาณ 3 คนเท่านั้น

คนแรกคือซีเนอดีน ซีดาน ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสที่พักงานอยู่ในฤดูกาลนี้ หลังจากที่เขาลาออกจากตำแหน่งนายใหญ่ของถิ่นซานติเอโก้ เบอร์นาเบวของเรอัล มาดริดเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา หลังจากที่เขาคุมทีม “ราชันย์ชุดขาว” คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน

คนต่อมาคือเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือหนุ่มชาวอาร์เจนไตน์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส ที่ถึงแม้ว่าที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีถ้วยแชมป์การันตีก็ตาม แต่แนวทางการทำทีมของเขานั้นดูเหมาะสมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่สุดเลยก็ว่าได้ ทั้งการทำทีมเล่นเกมรุก รวมถึงการดันนักเตะดาวรุ่งก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมด้วย

คนสุดท้ายคือมัสซิมิเลียโน่ อัลเลกรี กุนซือจอมแทคติคชาวอิตาเลี่ยนของยูเวนตุส ที่พาทีม “ม้าลาย” คว้าแชมป์กัลโช่ เซเรีย อามาได้โดยตลอด และเหมือนจะไม่มีความท้าทายแล้วในลีก นอกจากคุมทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกให้ได้เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นอีก 1 ตัวเลือกที่น่าสนใจหลังจากจบฤดูกาลนี้

น่าจะเป็น 1 ใน 3 คนนี้เท่านั้นที่บอร์ดบริหารของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเลือกเข้ามาปลุกวิญญาณความเป็น “ปีศาจแดง” ให้กลับมาอีกครั้ง หลังจากที่ห่างหายไปนานกว่า 6 ปีแล้ว ทำให้พวกเขาต้องเน้นเป็นพิเศษกับการเลือกนายใหม่ครั้งนี้ ซึ่งหากไม่ใช่กุนซือระดับ 3 รายที่กล่าวมานี้ มีหวังว่า “ปีศาจแดง” ตนนี้อาจจะต้องหลับไหลอีกนานหลายปีทีเดียว

ปีที่เคว้งคว้างของโรม่า

    ในศึกฟุตบอลกัลโช่ เซเรีย อาเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” โรม่า ภายใต้การคุมทีมของยูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือหนุ่มของทีมที่เข้ามาคุมทีมเป็นฤดูกาลแรก แต่สามารถทำให้ทีมจบอันดับที่ 3 ของตารางได้สำเร็จ และได้สิทธิ์ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตามที่พวกเขาตั้งเป้าหมายเอาไว้ ทำให้ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขามีเงินมาซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมได้หลายรายทีเดียว รวมถึงการนำเงินก้อนโตจากการขายอลิสซง เบ็คเกอร์ นายประตูทีมชาติบราซิลไปให้กับลิเวอร์พูลมาใช้จ่ายด้วย ทำให้มอนชี่ ผู้อำนวยการฟุตบอลชื่อดังของสโมสรนำเป็นไปเล่นแร่แปรธาตุซื้อนักเตะดาวรุ่งเข้าสู่ทีมนับ 10 ราย เพื่อนำมาให้กุนซือไว้ 49 ปีเลือกใช้งาน และปลุกปั้นให้เป็นดาวดังของทีมในอนาคตต่อไป ซึ่งมอนชี่ทำหน้าที่ในการซื้อตัวนักเตะให้ทีมมาได้ดีโดยตลอด ทั้งการซื้ออลิสซง และโมฮาเหม็ด ซาล่าห์มาในราคาถูก แต่กลับขายได้ในราคาแพงมหาศาลก็ล้วนแต่เป็นฝีมือของเขาทั้งนั้น

แต่ทว่าผลงานของอาแอส โรม่าในช่วงที่ผ่านมาของฤดูกาลนี้ถือว่าไม่สู้ดีนัก และไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น เมื่อผ่านมาแล้วเกือบครึ่งฤดูกาล แต่พวกเขากลับยังไม่สามารถทำอันดับขึ้นไปติดในโซนลุ้นพื้นที่ฟุตบอลยุโรปได้เลย โดยทำได้เพียงอยู่ในโซนกลางตารางเท่านั้น ซึ่งมีโอกาสที่พวกเขาจะอดไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกในฤดูกาลหน้าเป็นอย่างมาก แต่ยังดีที่ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกฤดูกาลนี้พวกเขาสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จ โดยจะต้องพบกับเอฟซี ปอร์โต้ ทีมดังจากประเทศโปรตุเกสในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งก็ยังมีโอกาสจะเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายอยู่ ซึ่งถือว่าพวกเขาโชคดีมากที่เดียวในการจับสลากประกบคู่ครั้งนี้ เนื่องจากเอฟซี ปอร์โต้ ถือว่าเป็นทีมที่เบาที่สุดแล้วที่พวกเขามีโอกาสเจอในฤดูกาลนี้

ด้วยผลงานของโรม่าในฤดูกาลนี้ทำให้มีข่าวลืออกมาโดยตลอดว่ายูเซบิโอ ดิ ฟรานเชสโก้ กุนซือของทีมจะถูกปลดจากตำแหน่งผู้จัดการทีมมาโดยตลอดในช่วงที่ผ่านมา แต่มาจนถึงตอนนี้เขาก็ยังเอาตัวรอดมาได้เรื่อยมา โดยเกมที่ถูกคาดว่าจะเป็นเกมชี้ชะตาก็สามารถพาทีมเก็บชัยชนะมาได้โดยตลอด ซึ่งถือว่าดวงแข็งไม่เบาเลยทีเดียว แต่ดูจากสถานการณ์ของทีมในปีนี้แล้วเขาไม่น่าจะอยู่คุมทีมจนจบฤดูกาลนี้แน่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเป็นตอนไหนเท่านั้น เนื่องจากโรม่าน่าจะจบฤดูกาลด้วยความเคว้งคว้างในปีนี้

จุดลงตัวของ ‘ขุนค้อน’

   ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นทีมที่สร้างความน่าสนใจให้กับตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายทีเดียว รวมถึงการดึงกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือจอมเก๋าชาวชิลีเข้ามาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเปเญกรินี่ถือว่าเป็นกุนซือระดับแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ เมื่อเขาเคยคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเขาตัดสินใจไปรับงานเงินดีกับทีมในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนแทน และได้ลาออกมาคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องลงทุนเสริมทัพเพื่อยกระดับของทีมในปีนี้ตามไปด้วย

ในช่วงต้นฤดูกาลฟอร์มการเล่นของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดนั้นย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยแพ้รวด 4 นัดในช่วงแรกของฤดูกาล จนทำให้มีกระแสข่าวว่าเขาอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเสียด้วยซ้ำในตอนนั้น ซึ่งทำให้กุนซือวัย 65 ปีได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมแล้วว่าผลงานของทีมอาจจะย่ำแย่ในช่วงแรก ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่หลังจากนั้นมาเปเญกรินี่ก็ได้มีการเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมมาเรื่อยๆ ทั้งระบบกองหลัง 3 คนก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็ไม่เจอรูปแบบที่ลงตัวเสียที จนกระทั่งมาในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงที่บรรดานักเตะตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาลต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ทั้งมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรีย รวมถึงปีกยูเครนอย่างอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ด้วย แต่กลับเป็นช่วงที่ทำให้อดีตกุนซือเรอัล มาดริดรายนี้ได้ทีมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการจัดทีมในระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมแต่กลับได้ผลที่ดีเกิดคาด และทีมก็เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วย โดยมีฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เอร์นานเดส กองหน้าทีมชาติเม็กซิโกกลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้งในตำแหน่งกองหน้า และการเอาโรเบิร์ต สน็อดกล๊าสส์ ปีกตัวเก๋าทีมชาติสก็อตแลนด์มาเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาแทนอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ ซึ่งกลายเป็นตัวเปิดบอลเข้าทำที่อันตรายของทีมทันที ซึ่งเป็นส่วนที่หายไปของทีมในช่วงต้นฤดูกาลที่พยายามจะเล่นบอลตามช่องมากเกินไป รวมถึงการหลุดทีมไปของไมเคิ่ล อันโตนิโอ ตัวรุกจอมโหม่งประตูด้วย แต่ตอนนี้เขาเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งแล้ว

 

“ปืนใหญ่” อาการเดิม

            ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 2000 ที่มีอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสคุมทีมอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเขาแพ้ยากมากๆ จนทำให้พวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดยไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วยซ้ำในฤดูกาลนั้น โดยอาร์เซน่อลครองสถิติไม่แพ้ให้ใครในลีกนานที่สุดถึง 49 นัด ก่อนที่จะมาถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติลงในที่สุด และหลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะมีอาถรรย์ และไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่อาร์เซน่อลไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ เนื่องจากในยุคการคุมทีมในช่วงท้ายของอาร์เซน เวนเกอร์ พวกเขาจะมีช่วงที่ทำผลงานได้ดีมากๆ ช่วงหนึ่งของฤดูกาล แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะฟอร์มหลุดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และกลายเป็นทีมที่หลุดแพ้ได้อย่างงายดายในช่วงหลังๆ ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจากอาร์เซน เวนเกอร์ มาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีม “ปืนใหญ่” แทนในฤดูกาลนี้

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีช่วงเริ่มต้นฤดูกาลในช่วง 2 นัดแรกที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องแพ้ 2 เกมรวดให้กับทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 นัดในเกมลีก กุนซือหนุ่มหล่อวัย 46 ปีสามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในโซนหัวตาราง และมีโอกาสลุ้นแชมป์ด้วยในช่วงนั้น แต่แล้วในช่วงหลังพวกเขาก็เริ่มเกิดอาการสะดุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นอาการเดิมกับตอนที่มีอาร์เซน เวนเกอร์คุมทีมอยู่เลยก็ว่าได้ โดยหลังจากช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ที่พวกเขาบุกไปเสมอกับคริสตัล พาเลซ 2-2 หลังากนั้นมาอาร์เซน่อลก็เริ่มที่จะเก็บชัยชนะได้ยากขึ้นเรื่อย ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับแพ้ แต่ก็ทำได้แค่ผลเสมอเสียเป็นส่วนใหญ่ โดย 8 เกมหลังสุดในลีกพวกเขาเสมอไปถึง 4 เกมเลยทีเดียว ทำให้คะแนนนั้นขยับทีละแต้มหลายสัปดาห์ แต่จู่ๆ ทีมก็ดันบุกไปแพ้ให้กับทีมท้ายตารางอย่างเซาต์แธมตันอย่างหน้าตาเฉย 2-3 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แนวรับของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ดันมามีตัวหลักบาดเจ็บพอดี ทำให้พลาดท่าแพ้ทีมรองบ่อนไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากฤดูกาลนี้เป้าหมายของทีมคือการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก็ถือว่ายังมีลุ้นแบบเต็มตัว แต่หากว่าจะหวังลุ้นแชมป์เลยคงไม่มีโอกาสเสียแล้ว