จุดลงตัวของ ‘ขุนค้อน’

   ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ถือว่าเป็นทีมที่สร้างความน่าสนใจให้กับตลาดซื้อขายนักเตะในพรีเมียร์ลีกได้เป็นอย่างดี เนื่องจากพวกเขาลงทุนไปกว่า 100 ล้านปอนด์ ในการซื้อนักเตะเข้ามาเสริมทีมในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อนที่ผ่านมา โดยได้นักเตะเข้ามาเสริมทีมหลายรายทีเดียว รวมถึงการดึงกุนซืออย่างมานูเอล เปเญกรินี่ กุนซือจอมเก๋าชาวชิลีเข้ามาคุมทีมแทนเดวิด มอยส์ ที่ทำทีมเมื่อฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งเปเญกรินี่ถือว่าเป็นกุนซือระดับแบรนด์เนมเสียด้วยซ้ำ เมื่อเขาเคยคุมทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาแล้ว แต่เมื่อปีที่แล้วเขาตัดสินใจไปรับงานเงินดีกับทีมในซุเปอร์ลีกของประเทศจีนแทน และได้ลาออกมาคุมทีมเวสต์แฮม ยูไนเต็ดในฤดูกาลนี้ ทำให้บอร์ดบริหารของสโมสรต้องลงทุนเสริมทัพเพื่อยกระดับของทีมในปีนี้ตามไปด้วย

ในช่วงต้นฤดูกาลฟอร์มการเล่นของเวสต์แฮม ยูไนเต็ดนั้นย่ำแย่เป็นอย่างมาก โดยแพ้รวด 4 นัดในช่วงแรกของฤดูกาล จนทำให้มีกระแสข่าวว่าเขาอาจจะถูกปลดจากตำแหน่งกุนซือเสียด้วยซ้ำในตอนนั้น ซึ่งทำให้กุนซือวัย 65 ปีได้ให้สัมภาษณ์ตั้งแต่เข้ามารับงานคุมทีมแล้วว่าผลงานของทีมอาจจะย่ำแย่ในช่วงแรก ซึ่งก็เป็นไปอย่างที่เขาคาดการณ์ไว้ แต่หลังจากนั้นมาเปเญกรินี่ก็ได้มีการเปลี่ยนระบบการเล่นของทีมมาเรื่อยๆ ทั้งระบบกองหลัง 3 คนก็เคยลองมาแล้ว แต่ก็ไม่เจอรูปแบบที่ลงตัวเสียที จนกระทั่งมาในช่วงเดือนธันวาคมซึ่งเป็นช่วงที่บรรดานักเตะตัวหลักจากช่วงต้นฤดูกาลต่างได้รับบาดเจ็บกันถ้วนหน้า ทั้งมาร์โก อเนาโตวิช กองหน้าทีมชาติออสเตรีย รวมถึงปีกยูเครนอย่างอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ด้วย แต่กลับเป็นช่วงที่ทำให้อดีตกุนซือเรอัล มาดริดรายนี้ได้ทีมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อ ด้วยการจัดทีมในระบบ 4-4-2 แบบดั้งเดิมแต่กลับได้ผลที่ดีเกิดคาด และทีมก็เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่องด้วย โดยมีฮาเวียร์ ชิชาริโต้ เอร์นานเดส กองหน้าทีมชาติเม็กซิโกกลับมามีบทบาทสำคัญในทีมอีกครั้งในตำแหน่งกองหน้า และการเอาโรเบิร์ต สน็อดกล๊าสส์ ปีกตัวเก๋าทีมชาติสก็อตแลนด์มาเป็นตัวริมเส้นฝั่งขวาแทนอังเดรย์ ยาโมเลนโก้ ซึ่งกลายเป็นตัวเปิดบอลเข้าทำที่อันตรายของทีมทันที ซึ่งเป็นส่วนที่หายไปของทีมในช่วงต้นฤดูกาลที่พยายามจะเล่นบอลตามช่องมากเกินไป รวมถึงการหลุดทีมไปของไมเคิ่ล อันโตนิโอ ตัวรุกจอมโหม่งประตูด้วย แต่ตอนนี้เขาเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้งแล้ว

 

“ปืนใหญ่” อาการเดิม

            ทีม “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล เคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในช่วงต้นศตวรรษที่ 2000 ที่มีอาร์เซน เวนเกอร์ ยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสคุมทีมอยู่ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่พวกเขาแพ้ยากมากๆ จนทำให้พวกเขาสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ โดยไม่แพ้ให้กับทีมไหนเลยด้วยซ้ำในฤดูกาลนั้น โดยอาร์เซน่อลครองสถิติไม่แพ้ให้ใครในลีกนานที่สุดถึง 49 นัด ก่อนที่จะมาถูกแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำลายสถิติลงในที่สุด และหลังจากนั้นมาพวกเขาก็เหมือนจะมีอาถรรย์ และไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกเลย ซึ่งเป็นเวลากว่า 15 ปีแล้วที่อาร์เซน่อลไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้ เนื่องจากในยุคการคุมทีมในช่วงท้ายของอาร์เซน เวนเกอร์ พวกเขาจะมีช่วงที่ทำผลงานได้ดีมากๆ ช่วงหนึ่งของฤดูกาล แต่สุดท้ายแล้วพวกเขาก็จะฟอร์มหลุดแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย และกลายเป็นทีมที่หลุดแพ้ได้อย่างงายดายในช่วงหลังๆ ทำให้ฤดูกาลนี้พวกเขามีการเปลี่ยนแปลงกุนซือจากอาร์เซน เวนเกอร์ มาเป็นอูไน อเมรี่ กุนซือหนุ่มชาวสเปนที่เข้ามาคุมทีม “ปืนใหญ่” แทนในฤดูกาลนี้

ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีช่วงเริ่มต้นฤดูกาลในช่วง 2 นัดแรกที่ไม่สู้ดีนัก เมื่อต้องแพ้ 2 เกมรวดให้กับทีมใหญ่อย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทีม “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี แต่หลังจากนั้นมาอีก 8 นัดในเกมลีก กุนซือหนุ่มหล่อวัย 46 ปีสามารถพาทีมเก็บชัยชนะได้ทั้งหมด ทำให้พวกเขากลับมาอยู่ในโซนหัวตาราง และมีโอกาสลุ้นแชมป์ด้วยในช่วงนั้น แต่แล้วในช่วงหลังพวกเขาก็เริ่มเกิดอาการสะดุดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันเป็นอาการเดิมกับตอนที่มีอาร์เซน เวนเกอร์คุมทีมอยู่เลยก็ว่าได้ โดยหลังจากช่วงปลายเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ที่พวกเขาบุกไปเสมอกับคริสตัล พาเลซ 2-2 หลังากนั้นมาอาร์เซน่อลก็เริ่มที่จะเก็บชัยชนะได้ยากขึ้นเรื่อย ถึงแม้ว่าจะไม่ถึงกับแพ้ แต่ก็ทำได้แค่ผลเสมอเสียเป็นส่วนใหญ่ โดย 8 เกมหลังสุดในลีกพวกเขาเสมอไปถึง 4 เกมเลยทีเดียว ทำให้คะแนนนั้นขยับทีละแต้มหลายสัปดาห์ แต่จู่ๆ ทีมก็ดันบุกไปแพ้ให้กับทีมท้ายตารางอย่างเซาต์แธมตันอย่างหน้าตาเฉย 2-3 ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้แนวรับของพวกเขาก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ แล้ว แต่ดันมามีตัวหลักบาดเจ็บพอดี ทำให้พลาดท่าแพ้ทีมรองบ่อนไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งหากฤดูกาลนี้เป้าหมายของทีมคือการไปเล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก็ถือว่ายังมีลุ้นแบบเต็มตัว แต่หากว่าจะหวังลุ้นแชมป์เลยคงไม่มีโอกาสเสียแล้ว