เทพแห่ง MLS

   หากพูดถึงลีกเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ที่เป็นลีกฟุตบอลสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกา หลายคนอาจจะนึกถึงซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าระดับพระเจ้าชาวสวีดิชของลอสแองเจลิส กาแล็กซี่ ทีมดังที่ตั้งอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย หรืออาจจะนึกถึงเวย์น รูนี่ย์ อดีตกองหน้ากัปตันทีมชาติอังกฤษ และของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ย้ายมาร่วมทีมดีซี ยูไนเต็ด ในเมืองหลวงของประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงกลางฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งดาวดังทั้ง 2 รายนี้ก็ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมทีเดียว แต่อาจจะด้วยอายุที่มากแล้วทั้งคู่ ทำให้บางทีอาจจะมีฟอร์มมาๆ หายๆ บ้าง แต่ก็ยังมีจังหวะมหัศจรรย์มาให้เห็นโดยตลอด แต่ความจริงแล้วเทพแห่ง MLS หรือเมเจอร์ ลีก ซ็อคเกอร์ ไม่ใช่นักเตะ 2 คนนี้แต่อย่างใด แต่กลับเป็นโจเซฟ มาร์ติเนซ กองหน้าทีมชาติเวเนซุเอล่าวัย 25 ปีของแอตแลนต้า ยูไนเต็ดต่างหาก ที่เป็นเทพของลีกสูงสุดของเมืองลุงแซมแห่งนี้ หลังจากย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้าในรัฐจอร์เจียได้เพียงแค่ 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่กลับทำประตูให้กับทีมได้อย่างถล่มทลาย และมีส่วนสำคัญที่ทำให้แอตแลนต้า ยูไนเต็ด ได้คั่วแชมป์ดิวิชั่นกับทีมนิวยอร์ค เรดบูลส์อยู่ในฤดูกาลนี้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาดพวกเขาน่าจะได้เป็นทีมวางในรอบเพลย์ ออฟของเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้ด้วย ที่จะเอา 2 อันดับแรกผ่านเข้าไปเป็นทีมวางเพื่อเล่นในรอบรองชนะเลิศของสายตะวันออกทันที และรอพบผู้ชนะของทีมในรอบไวด์ การ์ดแทน

โจเซฟ มาร์ติเนซ เคยค้าแข้งในยุโรปมาก่อนหน้านี้แล้วกับทางทีมโตริโน่ ทีมในกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลี แต่ว่าไม่รุ่ง โดยทำได้เพียงแค่ 13 ประตูเท่านั้นจาก 75 นัด ทำให้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2017 เขาตัดสินใจย้ายมาร่วมทีมแอตแลนต้า ยูไนเต็ดในสัญญายืมตัว พร้อมกับออปชั่นในการซื้อขาด ซึ่งหลังจากลงสนามช่วยทีมไปเพียง 3 นัดเท่านั้น แต่กลับทำได้ถึง 5 ประตู ทำให้ทีมตัดสินใจใช้ออปชั่นซื้อขาดทันที และเมื่อฤดูกาลที่แล้วเขาติดทีมยอดเยี่ยมของเมเจอร์ ลีกด้วย โดยมีผลงานทำไปถึง 19 ประตูจากการลงสนามเพียง 20 นัดเท่านั้น ส่วนฤดูกาลที่นี้ยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อลงสนามไป 27 นัด แต่กลับทำได้ถึง 28 ประตู และยังเป็น MVP ในเกมออลสตาร์ของลีกเมื่อช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาด้วย ซึ่งรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของศึกเมเจอร์ ลีกในฤดูกาลนี้คงไม่หนีไปไหนอย่างแน่นอน ซึ่งสถิติที่เขาทำได้ในลีกนี้ ถือว่าเทียบได้กับลิโอเนล เมสซี่ หรือคริสเตียโน่ โรนัลโด้ในลีกยุโรปเลยก็ว่าได้

 

VAR กับบอลอังกฤษ

   จากตอนแรกที่ทางพรีเมียร์ลีกออกมายืนยันว่าพวกเขาจะยังไม่ใช้ระบบวิดีโอผู้ช่วยผู้ตัดสิน Video assistant referee หรือว่า VAR กับลีกสูงสุดของประเทศอังกฤษในฤดูกาลนี้ หลังจากที่ได้ทำการโหวตไปก่อนหน้านี้ โดย 14 จาก 20 ทีมยังไม่เห็นด้วยที่จะให้มีการใช้ในตอนนี้ แต่ว่าล่าสุดทางพรีเมียร์ลีกกำลังจะมีการพิจารณาว่าจะเปิดให้มีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้เลย โดยจะมีรายละเอียดชี้แจงออกมาหลังจากช่วงพักเบรคทีมชาติในตอนกลางเดือนกันยายนด้วย โดยคาดการณ์กันว่าจะมีการทดลองใช้ในฤดูกาลนี้ประมาณ 15 นัดเท่านั้น เพื่อดูผลตอบรับ และผลของการใช้ VAR ด้วยว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่ หลังจากที่ลีกอื่นๆ เริ่มนำระบบ VAR มาใช้กันหมดแล้ว ทั้งลา ลีก้าสเปน และบุนเดสลีก้า ก็เริ่มมาใช้ระบบนี้ในฤดูกาลนี้แล้ว หลังจากที่เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจนในศึกฟุตบอลโลกที่ผ่านมา

ก่อนหน้านี้ทางสมาคมฟุตบอลของอังกฤษประกาศว่าจะทดลองใช้ระบบ VAR แค่ไหนฟุตบอลรายการคาราบาว คัพ และจะมีการทดลองกับฟุตบอลเอฟเอ คัพเป็นฤดูกาลแรกด้วย แต่หลังจากที่เริ่มต้นฤดูกาลมาก็มีการตัดสินของผู้ตัดสินที่ค้านสายตาหลายจังหวะ รวมถึงความไม่ทันเกมของผู้ตัดสินด้วย ทำให้ทางพรีเมียร์ลีกต้องรีบนำเรื่องนี้กลับมาพิจารณาโดยเร็วทันที เพราะมันเป็นเรื่องที่ตอนนี้เป็นสิ่งที่เอาไปเปรียบเทียบกับลีกอื่นๆ แล้วทางพรีเมียร์ลีกจะเป็นรองทันที ในเรื่องของการตัดสินของผู้ตัดสิน ซึ่งค้านสายตามากๆ ในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล ทั้งการให้จุดโทษ หรือว่าใบแดงที่ง่ายไปรวมถึงจังหวะชี้เป็นชี้ตายอื่นๆ ด้วยที่ว่าควรจะให้ใบแดงหรือไม่ แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของนักเตะ ทำให้ก็มีนักเตะหลายคนที่รอดจากการโดนใบแดงในช่วงต้นฤดูกาล อย่างเช่นนัดที่นิวคาสเซิ่ลบุกไปเยือนคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ ที่เคนเนดี้ไปหวดนอกเกมใส่นักเตะเจ้าถิ่น แต่ผู้ตัดสินกับไม่แจกแม้แต่ใบเหลืองให้ด้วยซ้ำ หรือย่างนัดที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดบุกไปเอาชนะเบิร์นลี่ย์ได้ 2-0 นั้น ก็มีจังหวะที่เบน มีไปตั้งใจทำแฮนด์บอลก่อนที่บอลจะถึงโรเมลู ลูกากู และเป็นจังหวะหลุดเดี่ยว แต่ผู้ตัดสินก็กลับให้เป็นแค่ลูกทุ่มเท่านั้น

ทางพรีเมียร์ลีกจะเริ่มทดลองในวันที่ 15 กันยายนนี้เลยด้วย หากว่าศูนย์สต็อคคีย์ พาร์ค ที่จะเป็นศูนย์กลางในการดู VAR ใกล้สนามบินฮีทโธรว์พร้อมใช้งาน โดยจะเป็นคู่ในช่วงที่เตะเวลา 3 ทุ่มของวันที่ 15 ตามเวลาบ้านเรา ที่จะมีการใช้ระบบ VAR เป็นครั้งแรก