เด็กใหม่ ซีรี่ย์ไทยสุดดาร์ก จากข่าวฉาวที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน

    จัดว่าเป็นอีกหนึ่งซีรี่ย์ไทยที่กำลังพูดถึงอย่างมากในตอนนี้อย่าง เด็กใหม่ ซีรี่ย์แนว Mysterious-Fantasy ซึ่งตอนนี้ออกอากาศไปแล้วจำนวน 3 ตอน ซีรี่ย์ตีแผ่วัยรุ่นหญิงที่ได้แรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงของ นักเรียนหญิง ทั้ง 13 โรงเรียนที่ถูกกระทำ ล่วงละเมิดทางเพศ และโดนเอาเปรียบของสังคม โดยบอกเล่าผ่านถูกตัวละครสุดลึกลับ แนนโน๊ะ รับบทโดย คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล ผ่านเรื่องเล่าทั้ง 13 ตอน นอกจากซีรี่ย์จะมีความเข้มข้นและความดาร์กแบบไม่ค่อยมีซีรี่ย์ไทยเรื่องไหนทำกัน ยังมีพล็อตเรื่องที่ค่อนข้างใหม่สำหรับซีรี่ย์โดยจะมีความแฟนตาซีลึกลับเข้าไปผ่านตัวละคร แนนโน๊ะ ที่พาผู้ชมพัวพันกับเรื่องราวมากมายในเรื่อง

โดยทางนักแสดงนำอย่าง คิทตี้-ชิชา อมาตยกุล เผยถึงความยากของบทและชอบในตัวของ แนนโน๊ะ เป็นตัวละครที่มีความลึกลับ คาดเดาไม่ได้ว่าเธอเป็นคนดีหรือคนเลว เธอเป็นเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอยู่ชั้นมัธยมปลาย เป็นคนแปลกๆ และเธอก็เป็น เด็กใหม่ ย้ายโรงเรียนไปเรื่อยๆ ทุกครั้งมักจะมีเหตุการณ์ฉาวในโรงเรียนและมีแนนโน๊ะเกี่ยวข้องด้วยเสมอ ผู้ชมจะเห็นเธอปรากฏทุกตอนทั้ง 13 ตอน ใน 13 โรงเรียน นอกจากนี้ คิทตี้ ยังเผยอีกว่า บทค่อนข้างยาก ต้องเล่นดูเป็นคนลึกลับ ดูจิตๆ เป็นคนที่ไม่สนใจคนอื่นๆเท่าไหร่

สำหรับซีรี่ย์ เด็กใหม่ ที่เพิ่งออกอากาศไปแล้ว 3 ตอน ซึ่งได้รับเสียงตอบรับจากผู้ชมค่อนข้างมากและนับว่าเป็นซีรี่ย์แปลกใหม่และตีแผ่ด้านมืดของจิตใจมนุษย์ได้อย่างสุดโต่ง โดยเฉพาะในตอนที่ 2 ชื่อตอนว่า Apologies เป็นเรื่องของ แนนโน๊ะ ย้ายเข้ามาเป็นเด็กใหม่กลางเทอม ความสวยของเธอทำให้หนุ่มนักกีฬาประจำโรงเรียนหลงในตัวเธอ จนเกิดความอิจฉาแก่เพื่อนผู้หญิงร่วมห้อง ร่วมมือกันวางแผนมอมเหล้าและให้หนุ่มนักกีฬาข่มขืนเธอ

ทั้งนี้ตอน Apologies คิตตี้ นักแสดงนำของเรื่องยอมรับว่าเป็นฉากที่ค่อนข้างหนักมากเพราะต้องถ่ายทำช่วงกลางคืนทั้งหมด รวมถึงมีฉากโดนขนขืน นอกจากนี้ยังมีฉากที่เธอโดนจับฝังทั้งเป็นอีกแถมนักแสดงสาวยังทุ่มสุดตัวนอนในหลุมและถูกกลบด้วยดินซึ่งเธอทุ่มสุดตัวไม่ใช่สแตนอินอีกด้วย

ซีรี่ย์ เด็กใหม่ เป็นผลงานกำกับของ คมกฤษ ตรีวิมล ผู้กำกับฝีมือดี จากภาพยนตร์ แฟนฉัน พ่วงด้วยผู้กำกับสายเลือดใหม่ ไพรัช คุ้มวัน, สิทธิศิริ มงคลศิริ, อภิวัฒน์ สุภธีระพงษ์, ธีร์ธวัช ใต้ฟ้ายงวิจิตร, จตุพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภัทร์, ศิววุฒิ เสวตานนท์, วรายุ รักษ์กุล, ชัยอนันต์ สร้อยจำปา รับหน้าที่เขียนบทโดย คงเดช จาตุรันต์รัศมี (จากภาพยนตร์ เดอะเลตเตอร์ จดหมายรัก) ออกอากาศทุกวันพุธ เวลา 22.25 น. ทางช่อง GMM 25

แบ็คซ้ายกำลังมา

    ศึกพรีเมียร์ลีกที่ได้ทำการเริ่มต้นฤดูกาลไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ถือว่ามีนักเตะหลายคนทีเดียวที่สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในช่วง 4 นัดแรกของฤดูกาล แต่หากว่าใครสังเกตดีๆ จะเห็นได้ว่านักเตะที่โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นของแต่ละทีมนั้น ส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะที่เล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายเป็นหลัก โดยเฉพาะทีมระดับบิ๊ก 6 ที่แบ็คซ้ายของทีมเหล่านี้สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมแทบทุกคนเลยทีเดียว

มาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คดีกรีทีมชาติสเปนของเชลซี ถือว่าโดดเด่นที่สุดเลยก็ว่าได้ตลอด 4 นัดที่ผ่านมา เพราะเขามีส่วนร่วมในการทำประตูของเชลซีทุกนัดที่ลงสนาม ไม่ว่าจะเป็นการยิง หรือการผ่านบอลให้เพื่อนทำประตู ซึ่งทำให้เขาถูกเรียกกลับไปติดทีมชาติสเปนในยุคของหลุยส์ เอ็นริเก้ด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้หลุดไปในชุดสู้ศึกฟุตบอลโลกที่รัสเซีย

แบ็งฌาแม็ง เมนดี้ แบ็คซ้ายดีกรีแชมป์โลกกับทีมชาติฝรั่งเศสของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เหมือนว่าทีม “เรือใบสีฟ้า” ได้นักเตะใหม่เข้ามาเสริมทีมเลยก็ว่าได้ ซึ่งอันที่จริงแบ็คซ้ายรายนี้ย้ายจากโมนาโกมาร่วมทีมตั้งแต่ซัมเมอร์ที่แล้ว แต่เล่นไปได้ไม่กี่นัดเท่านั้นแล้วเจ็บยาว แต่ฤดูกาลนี้เขาฟิตเต็มที่ และเป็นตัวริมเส้นที่เติมเกมรุกได้สนุกมาก และเปิดบอลได้อย่างแม่นยำ และเป็นผู้นำในการแอสซิสต์ให้เพื่อนทำประตูที่ 4 ครั้งอีกด้วย

ลุค ชอว์ ถึงแม้ว่าฟอร์มของทีมจะย่ำแย่ และมีแพ้ไปถึง 2 นัดก็ตาม แต่ลุค ชอว์ ถือว่าเป็นนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ทำผลงานได้ดี จนถูกแกเร็ธ เซาต์เกธเรียกกลับไปติดทีมชาติอังกฤษอีกครั้งล้ว และดาวเตะวัย 23 ปีก็สามารถทำประตูแรกในอาชีพค้าแข้งของเขาในนัดเปิดสนามพรีเมียร์ลีกที่พบกับเลสเตอร์ ซิตี้ด้วย

แอนดรูว โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายของลิเวอร์พูลที่ทีม “หงส์แดง” ตามหามาเนิ่นนาน ที่สามารถเล่นได้อย่างลงตัว ทั้งเกมรุกและเกมรับ ซึ่งก้าวขึ้นมาเป็นตัวจริงแบบถาวรในฤดูกาลนี้ ซึ่งได้รับคำชมเป็นอย่างมากกับการเติมเกมรุก และการเปิดบอลเข้ากลางให้เพื่อนลุ้นทำประตู นักเตะเหล่านี้ถือว่าเป็น 4 แบ็คซ้ายตัวจริงจาก 4 ทีมใหญ่ของพรีเมียร์ลีกที่ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในฤดูกาลนี้ ซึ่งผลงานโดยรวมแล้วโดดเด่นกว่าแบ็คขวาทั้งนั้น ซึ่งถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีของเหล่าแบ็คซ้ายเลยทีเดียวในตอนนี้

ฝากอนาคตไว้ที่กัปตัน

    ข่าวดีล่าสุดของลิเวอร์พูลนอกจากที่พวกเขาจะเป็นจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกต่อไปอีกอย่างน้อย 2 สัปดาห์แล้วนั้น เนื่องจากพรีเมียร์ลีกจะมีการหยุดพักให้กับโปรแกรมทีมชาติลงแข่งขันกัน นอกจากนั้นข่าวดีอีกข่าวก็คือสโมสรตัดสินใจที่จะต่อสัญญากับจอร์แดน เฮนเดอร์สัน กองกลางกัปตันทีมของสโมสรออกไปอีกถึง 5 ปีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะทำให้ดาวเตะวัย 28 ปีในตอนนี้จะมีสัญญาอยู่ในถิ่นแอนฟิลด์ไปจนถึงปี 2023 เลยทีเดียว ซึ่งก็เหมือนกับเป็นการฝากอนาคตของทีม และปลอกแขนกัปตันทีมไว้ที่เขาต่อไปจากนี้ด้วย ซึ่งเขาย้ายมาอยู่กับลิเวอร์พูลตั้งแต่ปี 2011 ในยุคการคุมทีมของเคนนี่ ดัลกลิช ผู้จัดการทีมชาวสก็อตแลนด์ โดยย้ายจากซันเดอร์แลนด์มาด้วยค่าตัวสูงเกือบ 20 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากทีเดียวในยุคนั้น และหลังจากนั้นมาเขาก็กลายเป็นตัวหลักของทีมมาโดยตลอด ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนกุนซือมาเป็นคนไหนก็ตาม ทั้งเคนนี่ ดัลกลิช เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และคนล่าสุดยอ่างเจอร์เก้น คล็อปป์ก็ด้วย ซึ่งในยุคของเบรนแดน ร็อดเจอร์สเขาถูกผู้จัดการทีมชาวไอร์แลนด์เหนือแต่งตั้งให้เป็นกัปตันทีมแทนที่ของสตีเว่น เจอร์ราร์ด ที่ร็อดเจอร์สปล่อยออกจากทีมไปด้วย ซึ่งมันทำให้เฮนเดอร์สันยังคงเป็นกัปตันทีมของลิเวอร์พูลมาจนปัจจุบันนี้ด้วย

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ถือว่าเป็นนักเตะที่มีมาตรฐานการเล่นที่ดีคนหนึ่งของลิเวอร์พูล ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีความโดดเด่นด้านไหนเป็นพิเศษ แต่ก็ถือว่าเขาสามารถทำหน้าที่ตามที่กุนซือมอบหมายได้ดี ซึ่งฤดูกาลนี้เขาพึ่งได้ลงสนามเป็นตัวจริงนัดแรกของลิเวอร์พูลในนัดที่ทีมบุกเอชนะเลสเตอร์ ซิตี้ได้ถึงถิ่นคิง พาเวอร์ สเตเดี้ยม 2-1 เนื่องจากการที่ทีมชาติอังกฤษทำได้ดีในศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย โดยผ่านเข้าถึงรอบรองชนะเลิศ ทำให้เขาได้พักนานกว่าเพื่อน และกว่าจะกลับมาเรียกความฟิตได้เต็มที่ก็ถูกนาบี เกต้า กองกลางตัวใหม่แย่งตำแหน่งตัวจริงไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วในช่วง 3 นัดแรก ซึ่งกองกลางของลิเวอร์พูลทำผลงานได้อย่างโดดเด่นมากในช่วงต้นฤดูกาล โดยมีจอร์จินโญ่ ไวจ์นัลดุม และเจมส์ มิลเนอร์เป็นตัวหลัก ที่จะทำหน้าที่ในการไล่ตัดบอลคู่แข่ง และยังทำให้กองหลังของพวกเขาได้เล่นง่ายขึ้นด้วย แต่ว่าจอร์แดน เฮนเดอร์สันที่ลงสนามแทนนาบี เกต้านั้น เขายังทำหน้าที่ได้มีดีเท่าดาวเตะทีมชาติมาลี ซึ่งคงต้องแก้ไขต่อไปหลังจากนี้

วงจรเดิม

    ศึกบุนเดสลีก้า เยอรมันนั้นเป็นลีกที่มีทีมที่จะหมุนเวียนขึ้นมาทำผลงานได้ดีในแต่ละฤดูกาลอยู่ตลอด และจะก้าวขึ้นไปเป็นคู่แข่งของบาเยิร์น มิวนิคในการลุ้นแชมป์ได้ในฤดูกาลที่พวกเขาฟอร์มดีอย่างต่อเนื่อง แต่ในฤดูกาลต่อมาก็มักจะมีปัญหาจนทำให้ฟอร์มของทีมเหล่านั้นหลุดไปโดยตลอด โดยมีเพียงโบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ทีมเดียวเท่านั้น ที่ยังดูมีมาตรฐาน และทำผลงานได้ดีอยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นทางชาลเก้ 04 ที่ก้าวขึ้นมาเป็นถึงรองแชมป์ของบุนเดสลีก้าเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าจะมีคะแนนห่างจากทีมแชมป์มากก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นปีที่ชาลเก้ก้าวขึ้นมาประสบความสำเร็จ นอกจากนั้นยังมีทีมที่ฟอร์มดีในช่วงท้ายฤดูกาลที่แล้วอย่างเฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ตด้วย ที่หลังจากได้กุนซือคนใหม่มาเป็นเตย์ฟุน คอร์คุต อดีตนักเตะทีมชาติตุรกีเข้ามาคุมทีม พวกเขาก็ทำผลงานได้อย่างสุดยอด เก็บชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นรอดพ้นจากการตกชั้นได้อย่างสบาย และเกือบจะได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปเสียด้วยซ้ำ รวมถึงทีมอย่างไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่นด้วย ที่ก็ทำผลงานได้ดีเกินคาดเช่นกัน ทำให้ทีมเหล่านี้ถูกจับตามองเป็นอย่างมากในฤดูกาลนี้ รวมถึงยังถูกคาดหวังจากแฟนบอลด้วยว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีต่อเนื่อง

แต่พอฤดูกาลของบุนเดสลีก้าเริ่มต้นขึ้นมาได้ 2 นัด วงจรเดิมๆ ของทีมในเยอรมันดูเหมือนว่ามันจะกลับมาตามหลอกหลอนทีมที่ทำผลงานได้ดีเมื่อฤดูกาลก่อนอีกแล้ว เมื่อทั้งชาลเก้ 04 เฟาเอฟเบ สตุ๊ตการ์ต รวมถึงไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ต่างพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่ง 2 นัดรวดเหมือนกันหมดเลย ซึ่งถือว่าน่าประหลาดใจเป้นอย่างมาก เพราะพวกเขาก็เจอโปรแกรมที่ไม่ได้หนักแต่อย่างใด มีเพียงสตุ๊ตการ์ตเท่านั้น ที่นัดที่ 2 ของพวกเขาพ่ายให้กับบาเยิร์น มิวนิคไปแบบสู้ไม่ได้ 0-3 แต่นอกนั้นถือว่าเจอทีมระดับกลางหรือระดับล่างทั้งหมด ซึ่งหากจะเป็นวงจรเดิมๆ เหมือนทีมอื่นๆ ที่เคยเป็นผ่านมาก็คืออีกซักพักพวกเขาก็จะไล่กุนซือออกจากตำแหน่ง และให้กุนซือคนใหม่เข้ามาทำทีมแทน ซึ่งก็จะทำได้ดี และก็รอดตกชั้นได้อย่างสบาย ซึ่งก็จะวนอยู่แบบนี้ต่อไป ซึ่งยังไม่มีใครที่สามารถก้าวขึ้นมารักษามาตรฐานได้เหมือนอย่างที่โบรุสเซีย ดอร์ตมุนด์ทำได้เลย ทำให้การลุ้นแชมป์ของศึกบุนเดสลีก้านั้นมักจะกร่อยมาโดยตลอด ซึ่งฤดูกาลนี้ก็ทำท่าจะเป็นแบบนั้นตั้งแต่ผ่านไป 2 นัดแรกของฤดูกาลเลยทีเดียว

ควรถึงเวลาของเลโน่

    ในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเอาร์เซน่อลมีการซื้อผู้รักษาประตูรายใหม่เข้ามาเสริมทีม คือแบรนด์ เลโน่ ผู้รักษาประตูชาวเยอรมันมาจากไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ด้วยค่าตัวสูงถึง 22.5 ล้านปอนด์ ซึ่งถือว่าแพงมากทีเดียวสำหรับนักเตะในตำแหน่งผู้รักษาประตู ซึ่งจากการซื้อเลโน่มาร่วมทีมในตลาดซื้อขายนักเตะช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้อาร์เซน่อลมีนายทวารฝีมือดีถึง 3 คนเลยทีเดียว โดยนอกจากเลโน่วัย 26 ปีที่ซื้อเข้ามาใหม่แล้ว อาร์เซน่อลยังมีปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูจอมเก๋าที่เป็นมือ 1 ของทีมมาตลอดตั้งแต่ที่ย้ายจากเชลซีข้ามฟากมาอยู่ในถิ่นเอมิเรต สเตเดี้ยม ส่วนอีกรายคือดาวิด ออสปิน่า ผู้รักษาประตูมือ 1 ของทีมชาติโคลอมเบีย ที่ต้องนั่งเป็นตัวสำรองของปีเตอร์ เช็กมาโดยตลอด ตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับอาร์เซน่อลเมื่อปี 2014 ทำให้ทีมมีนายทวารฝีมือดีถึง 3 คนเลยทีเดียว ซึ่งคงไม่มีใครยอมเป็นมือ 3 อย่างแน่นอน เพราะว่านายทวารมือ 3 มีโอกาสได้ลงเล่นน้อยมากในแต่ละฤดูกาล หากว่าผู้รักษาประตูมือ 1 หรือมือ 2 ไม่บาดเจ็บไปเสียก่อน ก็แทบจะไม่มีโอกาสได้ลงสนามเลย ซึ่งด้วยเหตุนี้ทำให้ดาวิด ออสปิน่า ที่กลายเป็นมือ 3 โดยอัตโนมัติต้องขอย้ายออกจากทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา โดยเขาย้ายไปอยู่กับนาโปลี ทีมชั้นนำของศึกกัลโช่ เซเรีย อาของอิตาลีด้วยสัญญายืมตัว 1 ฤดูกาล พร้อมออปชั่นซื้อขาดในภายหลัง ซึ่งออสปิน่าได้ไปเป็นมือ 1 ของนาโปลีในฤดูกาลนี้ด้วย

อูไน อเมรี่ กุนซือชาวสเปนที่เข้ามารับงานคุมทีมเป็นฤดูกาลแรกได้ตัดสินใจลองใช้ปีเตอร์ เช็กเป็นนายทวารมือ 1 ในช่วงพรีซีซั่น รวมถึงในนัดแรกของฤดูกาลพรีเมียร์ลีกที่พบกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ด้วย ซึ่งนายทวารวัย 36 ปีก็ทำหน้าที่ได้ดีทีเดียวในเรื่องของการเซฟ แต่ปีเตอร์ เช็กมักมีปัญหาในเรื่องของการใช้เท้าเล่น ซึ่งฟุตบอลยุคสมัยใหม่นั้นถือว่ามีความจำเป็น และสำคัญมากทีเดียวที่ผู้รักษาประตูจะต้องใช้เท้าในการจ่ายบอลให้เพื่อนร่วมทีมได้ดีด้วย ซึ่งฤดูกาลนี้อดีตนายประตูของเชลซีได้ออกอาการให้เห็นมาหลายครั้งแล้ว แต่เพียงแค่อาร์เซน่อลยังไม่เสียประตูจากจังหวะที่เขาจ่ายเสียเท่านั้น ซึ่งจะเห็นได้ชัดจากในนัดที่อาร์เซน่อลบุกเอาชนะคาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ได้อย่างหวุดหวิด 3-2 ซึ่งหากเป็นแบบนี้ต่อไป คาดว่าอีกไม่นานคงจะถึงเวลาของแบรนด์ เลโน่ที่กำลังเฝ้ารอโอกาสอยู่อย่างแน่นอน

เลอมาร์อาจล้มเหลว

    แอตเลติโก มาดริด ทีมแชมป์ยูโรป้า ลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังเป็นรองแชมป์ลา ลีก้าสเปนด้วย ได้ลงทุนไปอย่างมากในช่วงซัมเมอร์นี้ในเรื่องของการเสริมตัวผู้เล่นเข้าสู่ทีม เพื่อยกระดับทีมให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยนักเตะที่แพงที่สุดที่แอตเลติโก มาดริดคว้าตัวมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็คือโตมาส์ เลอมาร์ ปีกทีมชาติฝรั่งเศสชุดแชมป์ฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซีย ที่พวกเขาคว้าตัวมาจากโมนาโก ทีมรองแชมป์ของลีก เอิงด้วยค่าตัวสูงถึง 70 ล้านยูโรเลยทีเดียว ซึ่งการย้ายทีมอย่างเป็นทางการของเขาเกิดขึ้นหลังจากศึกฟุตบอลโลกนัดชิงชนะเลิศจบลงเพียง 3 วันเท่านั้น

โตมาส์ เลอมาร์ถือว่าเป็นนักเตะของโมนาโกชุดแชมป์ลีก เอิงเมื่อ 2 ฤดูกาลก่อนที่เป็นรายท้ายๆ ที่ได้ย้ายออกจากทีม ซึ่งดาวเตะวัย 22 ปีเป็นปีกซ้ายตัวหลักของโมนาโกมา 3 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ และทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยเขาสามารถเล่นเป็นตัวริมเส้นได้ทั้ง 2 ฝั่ง และยังสามารถเล่นเป็นกองกลางเชิงรุกได้ด้วยในบางครั้ง แต่อาจจะไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัดมากนัก และมีการเลี้ยง และการผ่านบอลที่ยอดเยี่ยม รวมถึงยังมีจังหวะฟรีคิกที่เป็นทีเด็ดของเขาด้วย ซึ่งในฤดูกาล 2016-2017 ที่ทางโมนาโกคว้าแชมป์ลีก เอิงได้สำเร็จ เลอมาร์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก โดยทำได้ถึง 14 ประตูกับอีก 17 แอสซิสต์ ซึ่งเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วเขาเกือบได้ย้ายไปร่วมทีมในพรีเมียร์ลีกแล้ว โดยมีข่าวอย่างหนักกับทางอาร์เซน่อล และลิเวอร์พูล แต่สุดท้ายตลาดซื้อขายนักเตะดันปิดไปเสียก่อน

การย้ายมาร่วมงานกับดิเอโก้ ซิเมโอเน่ในฤดูกาลนี้ โตมาส์ เลอมาร์ต้องปรับตัวจากตอนที่เล่นให้กับโมนาโกมากทีเดียว เนื่องจากตอนอยู่โมนาโก ระบบของเลโอนาร์โด้ ชาร์ดิม กุนซือชาวโปรตุกีสนั้นจะเน้นให้ทีมเล่นเกมรุกเป็นหลัก แต่กับกุนซือชาวอาร์เจนไตน์ของแอตเลติโก มาดริดแล้ว ทุกคนจะต้องเล่นเป็นระบบ และสามารถเล่นเกมรับได้ ซึ่งดาวเตะวัย 22 ปีต้องมีการปรับตัวมากเลยทีเดียว ซึ่งซิเมโอเน่ก็พยายามส่งเขาส่งสนามอยู่เรื่อยๆ ในช่วงต้นฤดูกาล ทั้งการเป็นตัวจริงและในฐานะตัวสำรอง แต่ผลงานของเขานั้นยังไม่เป็นชิ้นเป็นอันแต่อย่างใด รวมถึงผลงานของทีม “ตราหมี” ในช่วงต้นฤดูกาลนี้ด้วย ที่หลุดแพ้ให้กับเซลต้า บีโก้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพียงแค่นัดที่ 3 ของฤดูกาลเท่านั้น ซึ่งโตมาส์ เลอมาร์ มีโอกาสสูงทีเดียวที่จะล้มเหลวกับแอตเลติโก มาดริดในฤดูกาลนี้

จับไม่ได้ ไล่ไม่ทัน

    ก่อนหน้านี้มีข่าวอย่างหนาหูว่าสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือว่าทางยูฟ่า กำลังตรวจสอบอย่างเข้มข้นเกี่ยวกับบัญชีการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง ที่น่าสงสัยเป็นอย่างมาก เกี่ยวกับการใช้เงินซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมอย่างมากมายเมื่อฤดูกาลที่แล้ว รวมถึงฤดูกาลนี้ด้วย และก็ไม่ได้มีการขายนักเตะที่ได้ราคาแพงออกไปแต่อย่างใด ซึ่งทำให้ทางสมาพันธ์ฟุตบอลยุโรปถูกกดดันจากแฟนบอลทั่วโลกอย่างหนัก เนื่องจากมีความสงสัยกันเป็นอย่างมากเกี่ยวกับงบดุลการเงินของปารีส แซงต์ แชร์กแมง เมื่อ 2 ซัมเมอร์ที่ผ่านมา พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร ซึ่งมีความเป็นไปได้ยากมากที่ทีมอย่างพวกเขาจะหารายได้มาโคเวอร์ได้มากกว่า 500 ล้านยูโรภายในระยะเวลา 2 ปี

เมื่อซัมเมอร์ปี 2017 ทีมปารีส แซงต์ แชร์กแมง สร้างความฮือฮาด้วยการทุ่มเงินเป็นสถิติโลกจำนวน 222 ล้านยูโร เพื่อเป็นค่าฉีกสัญญาของเนย์มาร์ กองหน้าทีมชาติบราซิลมาจากบาร์เซโลน่า ซึ่งทำให้ตลาดนักเตะเกิดความวุ่นวายหลังจากนั้นด้วย ส่วนการขายนักเตะออกเมื่อช่วงซัมเมอร์ปีที่แล้วก็ได้เงินกลับมาแค่ประมาณ 100 ล้านยูโรเท่านั้น จากการขายลูคัส มูร่า และแซร์จ โอริเย่ร์ ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ และได้จากการขายแบลส มาตุยดี้ กองกลางทีมชาติฝรั่งเศสไปให้กับยูเวนตุสอีกราย

ส่วนฤดูกาลนี้ปารีส แซงต์ แชร์กแมงก็ทุ่มเงินไปกับการซื้อขาดคิลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าดาวรุ่งทีมชาติฝรั่งเศสมาจากโมนาโก หลังจากเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาใช้วิธีการยืมตัวมาร่วมทีมเพื่อหลีกเลี่ยงกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์นั่นเอง นอกจากนั้นทีมเมืองหลวงยังไปสอยธิโล่ เคห์เรอร์ กองหลังดาวรุ่งชาวเยอรมันมาจากชาลเก้ 04 อีกราย ด้วยค่าตัวเกือบ 40 ล้านยูโรเลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีฆวน เบร์นาร์ด แบ็คซ้ายชาวสแปนิชมาจากบาเยิร์น มิวนิคด้วยค่าตัวประมาณ 14 ล้านยูโรอีกด้วย ทำให้พวกเขาใช้เงินซื้อนักเตะในช่วงซัมเมอร์นี้ไปเกิน 200 ล้านยูโรอีกครั้งด้วย ทำให้ 2 ฤดูกาลนี้พวกเขาใช้เงินไปเกือบ 500 ล้านยูโร

ซึ่งไม่มีทีท่าว่าจะทำการหยุดช็อปนักเตะแต่อย่างใดด้วย ทั้งๆ ที่มีข่าวออกมาตลอดว่าพวกเขากำลังถูกตรวจสอบด้านบัญชีการเงิน และยูฟ่าพยายามจะหาทางให้โดนโทษในกฏไฟแนนเชี่ยล แฟร์ เพลย์อยู่ตลอด แต่สุดท้ายแล้วดูเหมือนว่าปารีส แซงต์ แชร์กแมงจะมีความมั่นใจมาก เหมือนว่าทางยูฟ่าจะไม่มีทางจับได้ และไล่ไม่ทันอย่างแน่นอน เกี่ยวกับรายได้ที่พวกเขานำเข้ามาเติมในบัญชี ซึ่งก็คงเป็นของเจ้าของทีมที่เป็นเศรษฐีนั่นเอง

ขีดจำกัดที่ต้องก้าวข้าม

    ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ในยุคของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาวอาร์เจนไตน์ที่เข้ามาปลุกปั้นทีม “ไก่เดือยทอง” ให้กลายเป็นทีมระดับแถวหน้าของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ออกจากการคุมทีมเซาต์แธมตันมารับตำแหน่งนายใหญ่ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์เมื่อปี 2014 ซึ่งโปเช็ตติโน่พาสเปอร์ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาโดยตลอด และพาทีมได้ไปเล่นในฟุตบอลยุโรปมาโดยตลอดระยะเวลา 4 ปี ซึ่งมีเพียงฤดูกาลแรกเท่านั้นที่กุนซือวัย 46 ปีทำทีมหลุดจากตำแหน่งท็อปโฟร์ โดยจบอันดับที่ 5 และได้ไปเล่นเพียงศึกยูโรป้า ลีกเท่านั้น แต่หลังจากนั้นมาอดีตนักเตะของเอสปันญ่อล และปารีส แซงต์ แชร์กแมง สามารถทำอันดับได้ดีมาโดยตลอด และได้ไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกตลอด 3 ปีหลังสุด โดยเฉพาะฤดูกาล 2016-2017 พวกเขาเป็นถึงรองแชมป์ในฤดูกาลนั้นด้วย โดยแพ้ให้กับเชลซีในยุคของอันโตนิโอ คอนเต้นั่นเอง แต่การทำทีมท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์จบอันดับ 1 ใน 4 ในยุคนี้ได้ 3 ฤดูกาลติดต่อกันถือว่าไม่ใช่ผลงานที่ธรรมดาเลยทีเดียว เพราะตอนนี้พรีเมียร์ลีกไม่ได้มีแค่ทีมระดับบิ๊กโฟร์เหมือนสมัยก่อนแล้ว แต่มันกลายเป็นทีมระดับบิ๊ก 6 ไปแล้วด้วย ซึ่งถือว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ได้รับคำชมไปอย่างมากกับการที่พาทีม “ไก่เดือยทอง” มาถึงจุดนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะมีทุนไม่หนาเหมือนทีมอื่นๆ ก็ตาม

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังเป็นเครื่องหมายคำถามของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่อยู่ก็คือการที่เขาไม่สามารถสร้างแชมป์ให้กับท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ได้เสียที ทั้งๆ ที่ก็คุมทีมมาแล้วถึง 4 ฤดูกาล ซึ่งนี่เป็นข้อตำหนิเดียวของเขาเลยก็ว่าได้ ซึ่งมันถือว่าเป็นจุดที่กั้นกันระหว่างกุนซือที่ดีกับกุนซือที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งกุนซือที่ประสบความสำเร็จจะต้องสามารถพาทีมคว้าแชมป์รายการใดรายการหนึ่งให้ได้เป็นอย่างน้อย ไม่ว่าจะเป็นถ้วยเล็กอย่างลีก คัพ หรือว่าเอฟเอ คัพก็ตาม แต่ว่ามันก็หมายถึงแชมป์นั่นเอง ที่มันจะบ่งบอกว่าคุณคือกุนซือที่เก่งในช่วงเวลาที่พาทีมคว้าแชมป์ได้สำเร็จด้วย แต่ว่าในรายของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่นั้น ยังไม่มีในส่วนนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องหมายคำถามเพียงอย่างเดียวของเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ในตอนนี้เลยก็ว่าได้ ที่เขาจะต้องเร่งผลิตแชมป์มาประดับตู้โชว์ของท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ให้ได้โดยเร็ว เพื่อโอกาสที่เขาจะได้ใต่เต้าไปคุมทีมในระดับที่สูงขึ้นกว่านี้ด้วย อย่างเรอัล มาดริด หรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเป็นต้น

 

กรุ๊ป ออฟ เดธ ชปล.

    ได้มีการจับสลากแบ่งสายกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกรอบแบ่งกลุ่มในฤดูกาลนี้ โดยได้มีงานจับสลากกันไปในวันที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่เมืองโมนาโก ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งก็มีนักเตะดาวดังหลายรายเข้าร่วมในพิธีด้วย ซึ่งก็มีการแจกรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลที่แล้วด้วย แต่ไฮไลท์สำคัญคงอยู่ที่การจับสลากแบ่งกลุ่มรอบคัดเลือกเสียมากกว่า ที่ทีมทั้งหมด 32 ทีมจะต้องถูกแบ่งออกเป็น 8 กลุ่ม กลุ่มละ 4 ทีมเพื่อหา 2 ทีมที่ดีที่สุดของแต่ละกลุ่มผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งผลการจับสลากก็ได้ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีกลุ่มที่ถูกมองว่าน่าจะเรียกว่าเป็นกรุ๊ป ออฟ เดธได้ถึง 3 กลุ่มทีเดียว

กลุ่มแรกก็คือกลุ่มบีนั่นเอง ที่มีบาร์เซโลน่า ทีมแชมป์ลา ลีก้าสเปนเป็นทีมวางที่อยู่ในโถ 1 ส่วนเพื่อนร่วมกลุ่มของพวกเขาก็คือท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ทีมที่กำลังมาแรงในพรีเมียร์ลีก พีเอสวี ไอน์โฮเฟ่น ทีมแชมป์ลีกของประเศฮอลแลนด์ปีล่าสุด รวมถึงอินเตอร์ มิลาน ที่สามารถกลับมาเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้อีกครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาพวกเขาเสริมทัพได้ยอดเยี่ยมที่สุดทีมหนึ่งในอิตาลีเลยทีเดียว

กลุ่มต่อมาคือกลุ่มซี ที่ประกอบไปด้วยปารีส แซงต์ แชร์กแมง ทีมแชมป์จากลีก เอิง นาโปลี ทีมรองแชมป์ของกัลโช่ เซเรีย อา ที่ฤดูกาลนี้มีกุนซือมากประสบการณ์อย่างคาร์โล อันเชล็อตติคุมทีมอยู่ด้วย ลิเวอร์พูล ทีมที่กำลังร้อนแรงสุดๆ ในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ และทีมสุดท้ายที่อาจจะดูหลงฝูงเข้ามาก็คือเซอร์เวน่า ซเวดด้า หรือว่าทีมเรด สตาร์ เบลเกรดเดิมจากประเทศเซอร์เบียนั่นเอง ซึ่งการไปเยือนทีมจากเซอร์เบียคงไม่ใช่งานง่ายๆ อย่างแน่นอน

และอีกกลุ่มก็คือกลุ่มเอชนั่นเอง ที่มียูเวนตุส ทีมแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา 7 สมัยซ้อน ที่ฤดูกาลนี้มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้อยู่ในทีมด้วย ซึ่งดาวเตะโปรตุเกสจะต้องกลับไปเยือนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมเก่าที่สร้างชื่อให้กับเขาด้วย รวมถึงปอล ป็อกบา ที่จะได้กลับไปเล่นในสนามของยูเวนตุสอีกครั้งด้วย ซึ่งถือว่ามีสตอรี่ให้พูดถึงมากมายทีเดียวระหว่าง 2 ทีมนี้ รวมถึงเพื่อนร่วมกลุ่มที่ไม่ธรรมดาอย่างบาเลนเซีย ทีมเก่งจากลา ลีก้าสเปน และทีมสุดท้ายคือยัง บอยส์ ทีมที่กำลังมาแรงสุดๆ ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนี้พวกเขายกระดับขึ้นมาทำผลงานได้ดีกว่าทีมอย่างเอฟซี บาเซิ่ล ที่เป็นทีมดังของแดนนาฬิการก่อนหน้านี้มาอย่างยาวนาน

ความสุดยอดของอาซาร์

    หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ได้เกิดกระแสมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมของทางเชลซี ที่เขาตกเป็นข่าวว่าอยากย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ช่วงที่มีซีเนอดีน ซีดานคุมทีมอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งสุดท้ายการย้ายทีมก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทำให้อาซาร์ก็แสดงความเป็นมืออาชีพกลับมาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมตามปกติ ซึ่งด้วยการที่ทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และต้องเล่นถึง 7 นัดในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก ทำให้เขาได้พักนาน และกลับมารายงานตัวกับทีมช้าที่สุด ทำให้ต้องเรียกความฟิตอย่างเร่งด่วน แต่ว่าทางเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ของทีมเชลซีก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะใช้งานเขาแต่อย่างใดในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวเตะวัย 27 ปีไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่ทำศึกคอมมูนิตี้ ชีลด์ที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 แต่มามีชื่อในศึก ICC 2018 ที่พบกับโอลิมปิก ลียงแทน โดยเขาได้ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้นเขาก็ต้องเป็นตัวสำรองอีก 2 นัดในพรีเมียร์ลีกที่บุกไปเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลดื ทาวน์ได้ 3-0 และเกมที่เปิดบ้านทำศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 3-2 ซึ่งอาซาร์ถูกส่งลงสนามมาในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายพร้อมกับมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ไปยืมตัวมาจากเรอัล มาดริดด้วย ซึ่งนัดนั้นอาซาร์เป็นผู้จ่ายให้กับมาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คซ้ายชาวสแปนิชทำประตูชัยให้ทีมได้ด้วย และดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเขาค่อยๆ เข้าที่เข้าทางขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก้ได้เป็นตัวจริงของเชลซีในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 3 ของฤดูกาล

นัดที่ 3 ของเชลซีคือการบุกไปเยือนเซนต์ เจมส์ ปาร์คของนิวคาสเซิ่ล ซึ่งถือว่าเป็นขวากหนามของเชลซีมาตลอดใน 5 นัดหลังสุดที่บุกมาเยือนที่นี่ แต่รูปเกมเป็นทางเชลซีที่ครองบอลได้หมด ซึ่งครองบอลเกิน 80% ด้วยซ้ำ และเอแดน อาซาร์ก็กลับมามีบทบาทกับทีมมากในเกมนี้ ซึ่งจากสถิติทั้งหมดบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาเป็นนักเตะที่เชลซีไม่ควรจะขาดเป็นอย่างยิ่ง โดยในเกมนั้นทั้งการเรียกฟาวส์ การเลี้ยงหลบ การหาโอกาสยิงประตู และการทำประตู สถิติของดาวเตะรายนี้เป็นอันดับ 1 ของเชลซีทั้งหมด