รุกหนักกว่าเดิม

    ในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน กุนซือชาวฝรั่งเศสที่ทำให้เรอัล มาดริดประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ถึง 3 สมัยซ้อน ที่พวกเขาได้รับคำชื่นชมอย่างมากว่าพวกเขามีเกมรุกที่เฉียบขาด และดุดัน แต่ว่าหากใครได้ดูเรอัล มาดริดจริงๆ แล้วจะเห็นได้ว่าพวกเขาก็มีช่วงเวลาที่ผ่อนเกมบ้างหลายครั้งในช่วงที่ทีมนำห่างคู่แข่งไปแล้วหลายประตู แต่ในการเข้ามาคุมทีมของจูเลน โลเปเตกี กุนซือชาวสเปนวัย 51 ปีดูเหมือนว่าเรอัล มาดริดจะมีการเล่นเกมรุกที่ต่อเนื่อง และบุกมากกว่าในยุคของอดีตกุนซืออย่างซีดานด้วยซ้ำ และไม่ค่อยมีการผ่อนเกม หรือต่อบอลในแดนตัวเองมากนักด้วย ซึ่งจะเห็นได้จาก 2 นัดแรกของศึกลา ลีก้าสเปน รวมถึงศึกยูฟ่า ซุเปอร์ คัพที่พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับแอตเลติโก มาดริดด้วย ที่พวกเขานั้นพร้อมบุกเข้าใส่คู่แข่งตลอดเวลา และไม่ค่อยรอจังหวะอย่างฤดูกาลก่อนๆ ด้วย ซึ่งก็ถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของจูเลน โลเปเตกีอยู่แล้วในสมัยที่คุมทีมชาติสเปนก่อนหน้านี้ ที่ทำทีมเล่นเกมรุกได้อย่างดุดันตลอด ถึงแม้ว่ากับเรอัล มาดริดในฤดูกาลนี้จะไม่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้แล้วก็ตาม

โดย 2 เกมแรกที่ผ่านมาเรอัล มาดริดในยุคใหม่นั้นก็ยังถือว่าวัดอะไรไม่ได้มาก เมื่อต้องเจอกับคู่แข่งที่ห่างชั้นกว่ามากด้วย ทั้งกับเกตาเฟ่ที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว รวมถึงกับคิโรน่าที่ต้องบุกไปเยือนถึงแคว้นกาตาลุนญ่า ซึ่งคิโรน่าถือว่าเป็นทีมที่เล่นด้วยศักดิ์ศรี และเปิดเกมรุกเข้าใส่เรอัล มาดริดด้วย ทำให้ทีม “ราชันย์ชุดขาว” มีพื้นที่เวลาบุกมากขึ้น ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะจบสกอร์ได้บ่อยขึ้นด้วย ทำให้สุดท้ายพวกเขาก็บุกมาเอาชนะได้สำเร็จ 4-1 ซึ่งเมื่อฤดูกาลที่แล้วพวกเขาเคยบุกมาแพ้ที่นี่มาแล้ว 1-3 ทั้งๆ ที่นำไปก่อน 1-0 ด้วยซ้ำในยุคการคุมทีมของซีเนอดีน ซีดาน

นี่เป็นเพียงแค่ไม่กี่เกมแรกเท่านั้น ซึ่งยังไม่สามารถการันตีว่าจะมีความสำเร็จอะไรตามมาหลังจากนี้หรือไม่ ซึ่งความคาดหวังของแฟนเรอัล มาดริดนั้นมีสูงมากอยู่แล้วในแต่ละฤดูกาล ที่ต้องการจะให้ทีมประสบความสำเร็จอยู่เสมอ ซึ่งยากมากที่จะมีใครทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้เหมือนอย่างที่กุนซือวัย 46 ปีทำไว้กับทีมในช่วง 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งถือว่าเป็นแรงกดดันที่โลเปเตกีต้องเจอไปตลอดฤดูกาลนี้อย่างแน่นอน