ความสุดยอดของอาซาร์

    หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกที่ประเทศรัสเซียเป็นเจ้าภาพเมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา ก็ได้เกิดกระแสมากมายเกี่ยวกับอนาคตของเอแดน อาซาร์ เพลย์เมคเกอร์กัปตันทีมชาติเบลเยี่ยมของทางเชลซี ที่เขาตกเป็นข่าวว่าอยากย้ายไปร่วมทีมเรอัล มาดริดมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ช่วงที่มีซีเนอดีน ซีดานคุมทีมอยู่แล้ว ซึ่งเจ้าตัวก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์บ่อยๆ เกี่ยวกับประเด็นนี้ ซึ่งสุดท้ายการย้ายทีมก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่อย่างใด ทำให้อาซาร์ก็แสดงความเป็นมืออาชีพกลับมาซ้อมกับเพื่อนร่วมทีมตามปกติ ซึ่งด้วยการที่ทีมชาติเบลเยี่ยมของเขาผ่านเข้าไปถึงรอบรองชนะเลิศ และต้องเล่นถึง 7 นัดในทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลโลก ทำให้เขาได้พักนาน และกลับมารายงานตัวกับทีมช้าที่สุด ทำให้ต้องเรียกความฟิตอย่างเร่งด่วน แต่ว่าทางเมาริซิโอ ซาร์รี่ กุนซือคนใหม่ของทีมเชลซีก็ไม่ได้รีบร้อนที่จะใช้งานเขาแต่อย่างใดในช่วงต้นฤดูกาล ทำให้ดาวเตะวัย 27 ปีไม่มีชื่ออยู่ในทีมที่ทำศึกคอมมูนิตี้ ชีลด์ที่แพ้ให้กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 0-2 แต่มามีชื่อในศึก ICC 2018 ที่พบกับโอลิมปิก ลียงแทน โดยเขาได้ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองในช่วงท้ายเกม และหลังจากนั้นเขาก็ต้องเป็นตัวสำรองอีก 2 นัดในพรีเมียร์ลีกที่บุกไปเอาชนะฮัดเดอร์สฟิลดื ทาวน์ได้ 3-0 และเกมที่เปิดบ้านทำศึกลอนดอน ดาร์บี้ แมตช์ เอาชนะอาร์เซน่อลไปได้ 3-2 ซึ่งอาซาร์ถูกส่งลงสนามมาในช่วงครึ่งชั่วโมงสุดท้ายพร้อมกับมาเตโอ โควาซิช กองกลางทีมชาติโครเอเชียที่ไปยืมตัวมาจากเรอัล มาดริดด้วย ซึ่งนัดนั้นอาซาร์เป็นผู้จ่ายให้กับมาร์กอส อลอนโซ่ แบ็คซ้ายชาวสแปนิชทำประตูชัยให้ทีมได้ด้วย และดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเขาค่อยๆ เข้าที่เข้าทางขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก้ได้เป็นตัวจริงของเชลซีในพรีเมียร์ลีกนัดที่ 3 ของฤดูกาล

นัดที่ 3 ของเชลซีคือการบุกไปเยือนเซนต์ เจมส์ ปาร์คของนิวคาสเซิ่ล ซึ่งถือว่าเป็นขวากหนามของเชลซีมาตลอดใน 5 นัดหลังสุดที่บุกมาเยือนที่นี่ แต่รูปเกมเป็นทางเชลซีที่ครองบอลได้หมด ซึ่งครองบอลเกิน 80% ด้วยซ้ำ และเอแดน อาซาร์ก็กลับมามีบทบาทกับทีมมากในเกมนี้ ซึ่งจากสถิติทั้งหมดบ่งบอกได้อย่างชัดเจนเลยว่าเขาเป็นนักเตะที่เชลซีไม่ควรจะขาดเป็นอย่างยิ่ง โดยในเกมนั้นทั้งการเรียกฟาวส์ การเลี้ยงหลบ การหาโอกาสยิงประตู และการทำประตู สถิติของดาวเตะรายนี้เป็นอันดับ 1 ของเชลซีทั้งหมด